Premortem: ชันสูตรความล้มเหลว “ก่อน” ที่มันจะเกิดขึ้นจริง
"ก็ว่าแล้วเชียว"
ประโยคนี้มักดังขึ้นหลังจากโปรเจกต์พังไปเรียบร้อยแล้ว และที่น่าคิดกว่านั้นคือ คนที่พูดมักไม่ได้พูดลอย ๆ เขาเห็นปัญหานั้นจริง ๆ ตั้งแต่วันที่ทีมนั่งวางแผนด้วยกัน เพียงแต่วันนั้นเขาเลือกที่จะเงียบ
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ "ทำไมเราไม่เห็นปัญหา" แต่คือ ทำไมคนที่เห็นปัญหา ถึงไม่พูดมันออกมาตอนที่ยังแก้ทัน?
ความเงียบในห้องวางแผน ไม่ใช่ความโง่ แต่เป็นความฉลาดทางสังคม
ในบรรยากาศของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ทุกคนกำลังตื่นเต้น หัวหน้ากำลังมีไฟ สไลด์กำลังสวย การยกมือขึ้นมาบอกว่า "ผมว่ามันมีจุดเสี่ยงนะครับ" จึงมีต้นทุนทางสังคมสูงมาก เพราะเราเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นคนมองโลกแง่ร้าย ไม่เอาด้วยกับทีม หรือแรงกว่านั้นคือกำลังหักหน้าเจ้าของไอเดีย
ยิ่งไปกว่านั้น สมองของเราเองก็ไม่ช่วยอะไรในจังหวะนี้ เพราะเวลาประเมินแผนของ "ตัวเอง" เรามักมองโลกดีเกินจริงเสมอ ทั้งที่ถ้าเป็นแผนของคนอื่น เรากลับเห็นรูโหว่ได้ชัดเจนแทบจะทันที ปรากฏการณ์นี้คือ Optimism Bias (อคติของการมองโลกในแง่ดี) ที่ทำให้ทุกทีมเชื่อว่างานจะเสร็จตรงเวลาและงบจะไม่บาน ทั้งที่ประสบการณ์บอกซ้ำ ๆ ว่ามันแทบไม่เคยเป็นแบบนั้น
พอความเงียบทางสังคมมาเจอกับความมั่นใจเกินจริงของสมอง แผนที่มีรอยร้าวจึงเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น จนกระทั่งวันที่มันพังจริง แล้วคำว่า "ก็ว่าแล้ว" ก็ตามมาเหมือนเดิม
Premortem: สลับเวลา แล้วความจริงจะไหลออกมาเอง
Gary Klein นักจิตวิทยาด้านการตัดสินใจ เสนอวิธีแก้ที่เรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ เรียกว่า "Premortem" (การชันสูตรก่อนตาย) หลักการคือ ก่อนที่แผนจะเริ่มเดินจริง ให้ทีมทำสิ่งที่ตรงข้ามกับการเชียร์กันเอง นั่นคือประกาศว่า "ตอนนี้คือหนึ่งปีข้างหน้า โปรเจกต์นี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า" แล้วให้ทุกคนเขียนเหตุผลว่ามันพังเพราะอะไร
สังเกตว่าคำสั่งไม่ใช่ "ลองคิดดูว่าอะไรอาจผิดพลาดได้บ้าง" แต่เป็นการยืนยันไปเลยว่ามันพังไปแล้ว ความต่างเล็ก ๆ นี้สำคัญมาก มีงานวิจัยด้านการตัดสินใจพบว่า การสมมติว่าเหตุการณ์ "เกิดขึ้นแล้ว" ช่วยให้คนระบุสาเหตุของมันได้ดีขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับการคาดเดาอนาคตแบบทั่วไป เทคนิคนี้มีชื่อเรียกว่า Prospective Hindsight (การมองย้อนจากอนาคต) ซึ่งขนาด Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ยังยกให้เป็นเครื่องมือโปรดของเขา
แต่พลังที่แท้จริงของ Premortem ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข มันอยู่ที่การเปลี่ยน "สถานะ" ของคำทักท้วง จากเดิมที่การพูดถึงความเสี่ยงคือการขัดทีม ตอนนี้มันกลายเป็นโจทย์ที่ทุกคนถูกขอให้ทำ คนที่เห็นจุดอ่อนมากที่สุดเปลี่ยนจาก "ตัวถ่วง" กลายเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง ความเห็นแย้งเดิมที่ต้องใช้ความกล้า ตอนนี้ใช้แค่ปากกากับกระดาษ
ลองใช้จริงพรุ่งนี้ ไม่ต้องรอโปรเจกต์ใหญ่
เครื่องมือนี้ไม่ได้สงวนไว้สำหรับแผนระดับองค์กร จะเปิดตัวแคมเปญการตลาด จะจัดงานสัมมนาประจำปี จะรับพนักงานใหม่เข้าทีม หรือแม้แต่จะปรับโครงสร้างการประชุมประจำสัปดาห์ ก็ใช้ได้หมด ขอแค่สามขั้นง่าย ๆ คือ ตั้งฉากว่าล้มเหลวไปแล้ว ให้ทุกคน "เขียน" สาเหตุของตัวเองเงียบ ๆ ก่อนสักสองสามนาที แล้วค่อยเปิดวงแชร์ทีละคน
จุดที่หลายทีมพลาดคือข้ามขั้นตอนการเขียนเงียบ ๆ ไป แล้วเปิดวงคุยเลย ผลคือเสียงของคนที่พูดเก่งหรือมีตำแหน่งสูงจะกลบมุมมองของคนอื่นทันที ทั้งที่ของมีค่าที่สุดในห้องมักอยู่ในหัวของคนที่พูดน้อยที่สุด
และถ้ามองให้ลึกกว่าเทคนิค นี่คือบทเรียนเรื่อง "วิธีคิด" ที่น่าสนใจมาก เพราะ Premortem ไม่ได้ทำให้ใครฉลาดขึ้นแม้แต่คนเดียว ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวของทีมตั้งแต่แรกแล้ว สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ "เงื่อนไข" ที่ทำให้ความรู้นั้นไหลออกมาได้อย่างปลอดภัย บางครั้งการยกระดับการตัดสินใจของทีม จึงไม่ใช่การหาคนเก่งเพิ่ม แต่คือการออกแบบวิธีถามที่ทำให้ความจริงมีที่ยืน
คำว่า "ก็ว่าแล้ว" จะมาก่อนหรือมาหลังความล้มเหลว ขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดพื้นที่ให้มันเมื่อไหร่ ทีมที่คิดเป็น ไม่ได้รอให้มันกลายเป็นบทเรียน แต่ชวนกันพูดมันออกมาตั้งแต่วันแรกของแผน