Chesterton's Fence: อย่าเพิ่งรื้อ “รั้ว” ถ้ายังไม่รู้ว่าใครตั้งมันไว้ทำไม
"ความกล้ารื้อของเก่า" กับ "การคิดมาดีแล้ว" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สองอย่างนี้มักถูกเหมารวมเป็นก้อนเดียว โดยเฉพาะเวลาที่ใครสักคนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ เห็นขั้นตอนแปลก ๆ ที่ดูไม่มีเหตุผล แล้วประกาศอย่างมั่นใจว่า "อันนี้ยกเลิกได้เลย ไม่เห็นจำเป็น" คนรอบข้างก็มักปรบมือให้ เพราะมันดูเด็ดขาด ดูทันสมัย ดูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ความมั่นใจนั้นมาจาก "ความเข้าใจ" หรือมาจาก "การมองไม่เห็น" กันแน่
รั้วกลางทุ่งของ Chesterton
นักเขียนชาวอังกฤษชื่อ G.K. Chesterton เคยเล่าภาพเปรียบเทียบที่ถูกหยิบมาใช้ซ้ำมาเกือบร้อยปี เขาบอกว่าถ้าคุณเดินไปเจอรั้วตั้งขวางอยู่กลางทุ่ง แล้วมองยังไงก็ไม่เห็นประโยชน์ของมัน นักปฏิรูปใจร้อนจะพูดทันทีว่า "รื้อทิ้งเถอะ" ส่วนนักปฏิรูปที่ฉลาดกว่าจะตอบว่า ถ้าคุณยังไม่รู้ว่ารั้วนี้มีไว้ทำไม ผมยิ่งไม่ให้คุณรื้อ กลับไปคิดมาก่อน เมื่อไหร่ที่คุณบอกได้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่ออะไร ค่อยมาคุยกันว่าจะรื้อดีไหม
หลักคิดนี้ถูกเรียกกันต่อมาว่า "Chesterton's Fence" (รั้วของเชสเตอร์ตัน) และแก่นของมันเรียบง่ายมาก คือ ของที่ดูไร้เหตุผล ไม่ได้แปลว่าไม่มีเหตุผล มันอาจแค่มีเหตุผลที่เรามองไม่เห็นจากจุดที่เรายืนอยู่
ขั้นตอน "ไร้สาระ" คือแผลเป็นของปัญหาเก่า
ในที่ทำงาน รั้วของ Chesterton มีอยู่เต็มไปหมด แบบฟอร์มที่ต้องกรอกซ้ำสองรอบ การประชุมสั้น ๆ ทุกเช้าวันจันทร์ กฎที่ว่าเอกสารบางประเภทต้องให้อีกแผนกตรวจก่อนส่งออก ทั้งหมดนี้ในสายตาคนมาใหม่คือ "ความอืดอาด" ที่รอการถูกกำจัด
แต่ถ้าลองย้อนถามคนที่อยู่มานาน เรามักพบเรื่องราวคล้ายกัน คือขั้นตอนพวกนี้แทบไม่เคยเกิดจากความอยากสร้างภาระ มันมักเกิดขึ้น "หลังจาก" ความเสียหายบางอย่าง เอกสารเคยหลุดไปถึงลูกค้าพร้อมตัวเลขผิด งานเคยตกหล่นเพราะไม่มีใครรู้ว่าใครถืออะไรอยู่ กฎที่ดูไร้สาระในวันนี้ จึงเป็นเหมือน "แผลเป็น" ของปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ตัวปัญหาจางหายไปจากความทรงจำขององค์กรแล้ว เหลือไว้แค่รั้วที่ไม่มีใครจำได้ว่าสร้างไว้ทำไม
จุดที่อันตรายคือ พอเราไม่เห็นปัญหา เราก็สรุปว่าปัญหาไม่มี ทั้งที่บางครั้งเหตุผลที่เราไม่เห็นปัญหา ก็เพราะรั้วนั้นกำลังกันมันอยู่นั่นเอง เหมือนคนที่เลิกกินยาเพราะรู้สึกสบายดี โดยลืมไปว่าที่สบายดีก็เพราะยาที่กินอยู่
นี่ไม่ใช่ข้ออ้างให้อยู่กับที่
ต้องพูดให้ชัดว่า Chesterton's Fence ไม่ได้บอกให้เรากอดทุกอย่างที่มีอยู่ไว้แน่น ๆ รั้วจำนวนมากสมควรถูกรื้อจริง ๆ เพราะปัญหาที่มันเคยกันได้ตายไปนานแล้ว หรือมีวิธีใหม่ที่ดีกว่ามาแทน องค์กรที่ไม่กล้ารื้ออะไรเลยก็อืดจนแข่งกับใครไม่ได้เหมือนกัน
สิ่งที่หลักคิดนี้ขอมีแค่ข้อเดียว คือให้ "เข้าใจก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ" ไม่ใช่ "ไม่เข้าใจ เลยตัดสินใจ" ฟังดูต่างกันนิดเดียว แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่างการปฏิรูปกับการทุบสุ่ม เพราะคนที่รื้อรั้วโดยเข้าใจว่ามันเคยกันอะไร จะรู้ว่าต้องเตรียมอะไรมารองรับ ส่วนคนที่รื้อเพราะ "มองไม่เห็นประโยชน์" จะได้รู้ว่ารั้วนั้นกันอะไรอยู่ ก็ตอนที่สิ่งนั้นทะลุเข้ามาแล้ว
คำถามเดียวที่เปลี่ยนคุณภาพการตัดสินใจ
ในทางปฏิบัติ หลักคิดนี้แปลงเป็นคำถามสั้น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนอะไรก็ตามว่า "สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร"
ถ้าตอบได้ชัด และมั่นใจว่าปัญหานั้นไม่อยู่แล้วหรือมีทางแก้ที่ดีกว่า ก็รื้อได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าตอบไม่ได้ นั่นไม่ใช่สัญญาณให้รีบรื้อ แต่เป็นสัญญาณให้ไปหาคำตอบก่อน ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือถามคนที่อยู่มาก่อนว่า "ขั้นตอนนี้มีที่มายังไง" คำถามเดียวนี้ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่บ่อยครั้งมันเปิดเผยประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือเล่มไหน
ที่ลึกกว่านั้น นี่คือการฝึก "ความถ่อมตัวทางความคิด" อย่างหนึ่ง คือการยอมรับว่ามุมที่เรายืนอยู่อาจยังเห็นไม่ครบ คนที่มาก่อนเราไม่ได้โง่กว่าเราเสมอไป เขาแค่เจอโจทย์ที่เรายังไม่เคยเจอ การตั้งคำถามกับของเก่าจึงยังจำเป็นเสมอ แต่ควรถามเพื่อ "เข้าใจ" ก่อนถามเพื่อ "ล้ม"
เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้วัดจากความกล้ารื้อ แต่วัดจากว่าเรารู้หรือเปล่าว่ากำลังรื้ออะไรอยู่