“เดี๋ยวทำไปเรื่อย ๆ ก็เก่งเอง” ประโยคที่ทำให้หลายคนหยุดโตตั้งแต่ปีที่สาม
"ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งเอง"
ประโยคนี้ถูกพูดในออฟฟิศบ่อยจนแทบไม่มีใครตั้งคำถามกับมัน เราพูดกับน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าทีม เราพูดกับตัวเองตอนที่รู้สึกว่ายังทำงานได้ไม่ดีพอ และเราเชื่อมันจริง ๆ เพราะมันสมเหตุสมผลดี ยิ่งทำมาก ยิ่งเจอเยอะ ก็ควรจะยิ่งเก่ง
แต่ถ้าประโยคนี้จริงแบบตรงไปตรงมา คนที่ทำงานตำแหน่งเดิมมาสิบปีควรจะเก่งกว่าคนที่ทำมาสามปีเสมอ ซึ่งเราทุกคนรู้ดีว่าไม่ใช่ ในทุกองค์กรมีคนที่อายุงานยาวมากแต่วิธีทำงานหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมมานาน และมีคนที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่ปีแต่คมขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ "เขาทำงานมากี่ปี" แต่คือ "ระหว่างปีเหล่านั้น เขาทำอะไรกับสิ่งที่เจอบ้าง"
ประสบการณ์คือวัตถุดิบ ไม่ใช่บทเรียน
มีงานวิจัยกลุ่มหนึ่งที่นักวิจัยจากฝั่ง Harvard Business School และมหาวิทยาลัยอื่นร่วมกันทำ ใช้ชื่อแนวคิดว่า "Learning by Thinking" (การเรียนรู้ด้วยการคิดทบทวน) พวกเขาทดลองหลายชุดกับผู้เข้าร่วมหลักพันคน เพื่อเปรียบเทียบคนที่ได้ลงมือทำงานอย่างเดียว กับคนที่ได้ลงมือทำแล้วถูกให้เวลาสั้น ๆ ไปนั่งเรียบเรียงว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรจากงานที่เพิ่งทำไป
ผลที่ออกมาน่าคิด กลุ่มที่ได้ทบทวนทำงานถัดไปได้ดีกว่า ทั้งที่ "ชั่วโมงฝึก" ของพวกเขาน้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะเวลาที่ใช้ทบทวนถูกหักออกมาจากเวลาฝึกงานจริง พูดง่าย ๆ คือลดเวลาทำ เพิ่มเวลาคิด แล้วผลลัพธ์กลับดีขึ้น
สิ่งที่งานวิจัยชุดนี้ชี้ให้เห็นไม่ใช่ว่าการลงมือทำไม่สำคัญ แต่คือประสบการณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลงตัวเองเป็นบทเรียนโดยอัตโนมัติ มันเป็นแค่วัตถุดิบดิบ ๆ ที่กองอยู่ตรงนั้น รอให้มีใครสักคนมาหยิบขึ้นมาแยกส่วน ดูว่าอะไรทำให้มันสำเร็จ อะไรทำให้มันพัง แล้วสรุปออกมาเป็นหลักที่ใช้ต่อได้ ถ้าไม่มีขั้นตอนนั้น เราก็แค่สะสมชั่วโมง ไม่ได้สะสมทักษะ
การทบทวน คือการคิดขั้นสูงที่ปลอมตัวมาในรูปของ "การนั่งเฉย ๆ"
นิยามของการทบทวนที่นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้น่าสนใจมาก เขาบอกว่ามันคือ "ความพยายามตั้งใจที่จะสังเคราะห์ สรุปเป็นหลักการ และเรียบเรียงบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ออกมาเป็นคำพูด"
อ่านช้า ๆ อีกรอบจะเห็นว่าประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงการนั่งนึกถึงอดีตแบบเลื่อนลอย มันพูดถึงงานคิดสามอย่างที่หนักพอตัว คือการสังเคราะห์ การถอดออกมาเป็นหลักการ และการเรียบเรียงให้เป็นภาษาที่สื่อสารได้ ทั้งสามอย่างนี้คือการคิดขั้นสูงทั้งหมด ไม่ใช่การพักผ่อน
และนี่คือเหตุผลที่มันถูกตัดออกจากตารางงานเป็นอย่างแรกเสมอ เพราะจากภายนอก คนที่กำลังทบทวนดูเหมือนคนที่ไม่ได้ทำอะไร ไม่มีอีเมลถูกส่งออกไป ไม่มีสไลด์เพิ่มขึ้นมาสักหน้า ในวัฒนธรรมที่วัดคุณค่าจาก "ความยุ่ง" เวลาแบบนี้จึงถูกมองว่าฟุ่มเฟือย ทั้งที่มันคือขั้นตอนเดียวที่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นสิ่งที่เราใช้เป็น
โปรเจกต์ที่เพิ่งจบไปเมื่อวานคือตัวอย่างที่ดี ทีมส่วนใหญ่ปิดงานด้วยการฉลองแล้วกระโดดเข้าโปรเจกต์ถัดไปทันที บทเรียนทั้งหมดที่ควรได้จากสามเดือนนั้นเลยระเหยไปพร้อมกับความเหนื่อย เหลือไว้แค่ความรู้สึกคลุมเครือว่า "รอบนี้เหนื่อยกว่าที่ควร" ซึ่งไม่มีใครหยิบไปใช้อะไรต่อได้เลย
ทบทวนแบบไหนถึงจะไม่เสียเวลาเปล่า
ความต่างระหว่างการทบทวนที่ได้ผล กับการนั่งบ่นย้อนหลัง อยู่ที่คำถามที่เราถามตัวเอง
คำถามอย่าง "รอบนี้เป็นยังไงบ้าง" จะพาเราไปจบที่ความรู้สึก คือเหนื่อย โอเค หรือไม่โอเค ส่วนคำถามที่พาไปถึงบทเรียนคือคำถามที่บังคับให้เราแยกส่วนและสรุปเป็นหลัก เช่น สิ่งที่ทำให้งานนี้ผ่านไปได้คืออะไรกันแน่ ถ้าต้องทำใหม่ในสถานการณ์คล้ายกัน เราจะเปลี่ยนการตัดสินใจไหนเป็นอันดับแรก และบทเรียนของรอบนี้ถ้าเขียนเป็นประโยคเดียวที่เอาไปใช้กับงานอื่นได้ มันจะเขียนว่าอะไร
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะถ้าเราสรุปบทเรียนออกมาเป็นประโยคเดียวไม่ได้ แปลว่าเรายังไม่ได้เรียนรู้อะไรจริง ๆ เรายังแค่ "จำได้ว่าเคยเจอ" เท่านั้น
น่าสนใจอีกอย่างคือ งานวิจัยชุดเดียวกันพบว่าการเอาบทเรียนไปเล่าให้คนอื่นฟัง ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นไปกว่าการทบทวนเงียบ ๆ คนเดียว คุณค่าจึงไม่ได้อยู่ที่การได้แชร์หรือได้หน้า แต่อยู่ที่กระบวนการเรียบเรียงในหัวของเราเองล้วน ๆ
วกกลับมาที่วิธีคิด
ถ้าอยากโตเร็วกว่าคนอื่นในสายงานเดียวกัน ตัวแปรที่เราควบคุมได้จริงอาจไม่ใช่การหางานยาก ๆ มาทำเพิ่ม หรือการลงคอร์สให้มากขึ้นอีกใบ แต่คือการยอมกันเวลาสั้น ๆ ไว้แปลงสิ่งที่เพิ่งเจอให้กลายเป็นบทเรียนที่ใช้ซ้ำได้ ก่อนที่มันจะจางหายไป
สิบห้านาทีท้ายสัปดาห์ก็พอ ไม่ต้องมีเทมเพลตสวยงาม ขอแค่ตอบให้ได้ว่าสัปดาห์นี้เราตัดสินใจอะไรไปบ้าง อันไหนที่ผลออกมาไม่ตรงกับที่คิด และมันบอกอะไรกับวิธีคิดของเรา
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครเก่งขึ้นเพราะ "ผ่านอะไรมาเยอะ" มีแต่คนที่เก่งขึ้นเพราะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองผ่านมา และสองอย่างนี้ห่างกันด้วยเวลาแค่ไม่กี่นาทีต่อสัปดาห์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยยอมให้ตัวเอง