dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
ทักษะการคิด30 ก.ค. 2569

การหา “ทางเลือก” กับการ “เลือก” ไม่ใช่ทักษะเดียวกัน และหลายทีมพังเพราะทำพร้อมกัน

การคิดเพื่อ “หาทางเลือกให้ได้เยอะที่สุด” กับการคิดเพื่อ “เลือกทางที่ดีที่สุดมาหนึ่งทาง” ไม่ใช่การคิดแบบเดียวกัน มันเป็นสมองคนละโหมด ใช้กล้ามเนื้อคนละมัด และที่สำคัญคือมันตีกันเองถ้าเปิดพร้อมกัน แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับถูกฝึกให้ทำสองอย่างนี้ปนกันตลอดเวลาจนไม่รู้ตัว

นักจิตวิทยาชื่อ J. P. Guilford เคยแยกการคิดออกเป็นสองแบบไว้ตั้งแต่ยุค 1950 แบบแรกคือ Divergent Thinking หรือ “การคิดแบบกระจาย” ที่มีหน้าที่เปิดความเป็นไปได้ให้มากที่สุด ยังไม่ตัดสินว่าอันไหนดีอันไหนแย่ อีกแบบคือ Convergent Thinking หรือ “การคิดแบบรวบยอด” ที่มีหน้าที่กลั่น คัด และเลือกคำตอบที่ใช่ที่สุดออกมา งานคิดที่มีคุณภาพเกือบทุกชิ้นต้องใช้ทั้งสองแบบ แต่ต้องใช้ “คนละจังหวะ”

ทำไมปนกันแล้วพัง

ลองสังเกตห้องประชุมระดมสมองที่ตายก่อนเริ่ม พอมีคนโยนไอเดียแรกออกมา จะมีอีกเสียงสวนกลับทันทีว่า “อันนี้งบไม่พอหรอก” หรือ “เคยทำแล้วไม่เวิร์ก” สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นคือการเอาโหมด “เลือก” ไปทับโหมด “หา” ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรให้เลือก สมองของทุกคนในห้องจะเรียนรู้ทันทีว่าการพูดอะไรออกมามีความเสี่ยงที่จะโดนตัดสิน ผลคือคนหยุดเสนอ ไอเดียบนโต๊ะเลยเหลือแค่สองสามอันที่ปลอดภัยที่สุด แล้วเราก็ไปเลือกทางที่ดีที่สุดจากของที่แย่อยู่แล้ว

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่ในที่ประชุม มันเกิดในหัวเราคนเดียวด้วย เวลานั่งคิดงานแล้วรู้สึกว่า “ตัน” หลายครั้งไม่ใช่เพราะเราไม่มีไอเดีย แต่เพราะทุกไอเดียที่ผุดขึ้นมา ถูกตัดหัวทิ้งด้วยเสียงวิจารณ์ในหัวเราเองก่อนที่มันจะโตพอให้พิจารณา เรากำลังเหยียบคันเร่งกับเบรกพร้อมกัน แล้วสงสัยว่าทำไมรถไม่ไปไหน

แยกสองจังหวะออกจากกัน

ทางแก้ไม่ใช่การเลือกว่าจะเป็นคน “คิดกว้าง” หรือ “คิดแคบ” แต่คือการรู้ว่าตอนนี้ควรอยู่โหมดไหน แล้วอยู่ให้สุดทีละโหมด ในจังหวะเปิด ให้ตั้งกติกากับตัวเองและทีมว่าห้ามตัดสินไอเดียใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่เดียวคือทำให้รายการยาวขึ้น ยิ่งมีไอเดียแปลก ไอเดียที่ดู “เป็นไปไม่ได้” ยิ่งดี เพราะมันมักเป็นวัตถุดิบให้ทางออกที่ดีจริงในภายหลัง จังหวะนี้ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ

พอเปิดจนพอแล้วค่อยสลับเข้าโหมดปิด คราวนี้เปลี่ยนคำถามในหัวจาก “มีทางไหนอีกไหม” เป็น “ทางไหนคุ้มค่าและทำได้จริงที่สุด” จังหวะนี้ต่างหากที่ควรเอาเกณฑ์ ข้อจำกัดเรื่องงบ เรื่องเวลา และความเสี่ยงมาใช้เต็มที่ ความเข้มงวดที่เคยเป็นพิษในจังหวะแรก กลับกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในจังหวะที่สอง สิ่งเดียวกันเป็นได้ทั้งยาและพิษ ขึ้นอยู่กับว่าใช้ผิดเวลาหรือถูกเวลา

วิธีคิดแบบนี้ใช้ได้กับงานเล็กระดับบุคคลด้วย เวลาจะเขียนอีเมลยาก ๆ ลองแยกเป็นสองรอบ รอบแรกเขียนมันออกมาให้หมดโดยไม่แก้ ไม่ลบ ไม่สนสำนวน แล้วค่อยกลับมารอบสองเพื่อตัดและเกลา คนจำนวนมากเขียนไม่เสร็จสักทีเพราะพยายามเขียนให้ “เป๊ะ” ตั้งแต่ประโยคแรก นั่นคือการเปิดโหมดปิดผิดเวลาอีกครั้งหนึ่ง

แก่นที่วกกลับมาที่วิธีคิด

สิ่งที่ควรติดตัวจากเรื่องนี้ไม่ใช่ศัพท์สองคำ แต่คือนิสัยการ “รู้ตัวว่าตอนนี้กำลังคิดโหมดไหน” เพราะความตันในงานคิดจำนวนมาก ไม่ได้มาจากการที่เราคิดน้อยไป แต่มาจากการที่เราคิดสองแบบพร้อมกันจนมันหักล้างกันเอง คนที่คิดเป็นระบบไม่ได้เก่งกว่าเพราะไอเดียเยอะกว่า แต่เพราะเขารู้ว่าเมื่อไรควร “เปิดประตูให้กว้าง” และเมื่อไรควร “เดินออกไปทางเดียว” แล้วไม่สับสนสองจังหวะนี้เข้าด้วยกัน

ครั้งหน้าที่รู้สึกว่าคิดไม่ออก ลองหยุดถามตัวเองสักครู่ว่า ตอนนี้เรากำลังพยายาม “หา” หรือกำลัง “เลือก” กันแน่ บ่อยครั้งคำตอบไม่ได้อยู่ที่การคิดให้หนักขึ้น แต่อยู่ที่การเลิกทำสองอย่างพร้อมกัน