การ “วิจารณ์งาน” กับการ “ติงาน” ไม่ใช่ทักษะเดียวกัน และความต่างอยู่ที่คำว่าเกณฑ์
การติงาน กับการวิจารณ์งาน ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะผลลัพธ์ภายนอกคล้ายกันมาก คือมีคนบอกว่างานชิ้นนี้ยังไม่ดีพอ แต่ถ้าฟังให้ละเอียดจะเห็นว่าสองอย่างนี้เกิดจากกระบวนการคิดคนละแบบ
การติคือการรายงานความรู้สึกที่มีต่องาน ส่วนการวิจารณ์คือการตัดสินคุณค่าของงานโดยมีเกณฑ์รองรับ ความต่างอยู่ตรงคำสุดท้ายนั้นทั้งหมด
ในบันไดการคิดของ Bloom ขั้นที่ชื่อว่า “ประเมิน” (Evaluate) ถูกนิยามไว้ค่อนข้างเข้มงวด มันไม่ได้แปลว่าการมีความเห็น แต่หมายถึงการตัดสินโดยอิงเกณฑ์และมาตรฐานที่ระบุได้ เช่น ดูว่าข้อสรุปสอดคล้องกับข้อมูลหรือไม่ ดูว่ามีอะไรขัดแย้งกันเองในงานหรือเปล่า หรือดูว่างานชิ้นนี้ตอบโจทย์ตามมาตรฐานของสายงานนั้นแค่ไหน สิ่งที่ทำให้ขั้นนี้ถือเป็นการคิดขั้นสูงจึงไม่ใช่ความแรงของความเห็น แต่คือการที่คนพูดต้องอธิบายได้ว่าเกณฑ์ที่ใช้มาจากไหน
ลองนึกภาพห้องรีวิวงานที่คุ้นเคย ทีมนำเสนอแคมเปญออกมา แล้วมีคนพูดว่า “ผมว่ามันยังไม่ปัง” ประโยคนี้ไม่ผิดอะไรเลย เพราะมันคือความรู้สึกจริงของคนพูด แต่มันไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่กับใคร คนทำงานกลับไปได้อย่างเดียวคือความอึดอัด เพราะไม่รู้ว่าต้องแก้ตรงไหน
เทียบกับอีกประโยคหนึ่งว่า “แคมเปญนี้เราตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์เข้าใจได้ใน 5 วินาที แต่พาดหัวตอนนี้ยังต้องอ่านสามบรรทัดถึงจะเข้าใจ ผมเลยคิดว่ามันยังไม่ผ่านข้อนี้” ประโยคนี้ยาวกว่า แต่มันทำสามอย่างพร้อมกัน คือระบุเกณฑ์ ระบุหลักฐานในงานที่ไม่ตรงเกณฑ์ แล้วค่อยสรุปผล คนฟังจึงเถียงได้ ปรับได้ หรือแม้แต่แย้งกลับได้ว่าเกณฑ์ข้อนั้นไม่ควรใช้กับงานชิ้นนี้
นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด การวิจารณ์ที่ดีเปิดให้คนอื่นโต้กลับได้ ส่วนการติที่มาจากความรู้สึกล้วนโต้กลับไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครเถียงความรู้สึกของคนอื่นได้ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความเห็นที่หนักแน่นกว่า จึงกลับเป็นความเห็นที่ตรวจสอบไม่ได้
พอมองแบบนี้ ปัญหาของวัฒนธรรมการรีวิวในหลายองค์กรจึงไม่ได้อยู่ที่คนพูดแรงเกินไป แต่อยู่ที่คนพูดข้ามขั้นตอนการคิดไปหนึ่งขั้น คือกระโดดจาก “รู้สึกยังไง” ไปเป็น “ตัดสินว่าอย่างไร” โดยไม่ได้แวะที่ “เทียบกับอะไร” ระหว่างทาง และเมื่อทุกคนในห้องทำแบบเดียวกัน การรีวิวก็กลายเป็นการรวมความรู้สึกของคนหลายคน ซึ่งไม่ได้ทำให้ข้อสรุปแม่นขึ้นเลย
วิธีที่ใช้ได้จริงและไม่ต้องรื้ออะไรมาก คือย้ายเวลาคิดเรื่องเกณฑ์ไปไว้ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ตอนรีวิว ถ้าทีมตกลงกันตั้งแต่ต้นว่างานชิ้นนี้จะถือว่าดีเมื่อทำได้ตามข้อไหนบ้าง วันรีวิวจะกลายเป็นการเทียบงานกับเกณฑ์ แทนที่จะเป็นการเทียบงานกับรสนิยมของคนที่ตำแหน่งสูงที่สุดในห้อง
อีกวิธีที่ทำคนเดียวได้เลยคือฝึกบังคับตัวเองให้พูดสามส่วนทุกครั้งที่จะให้ความเห็น เริ่มจากบอกว่ากำลังมองด้วยเกณฑ์อะไร ต่อด้วยชี้จุดในงานที่ทำให้คิดแบบนั้น แล้วปิดด้วยข้อสรุป ช่วงแรกจะรู้สึกช้าและเยิ่นเย้อ แต่ความช้านั้นมีประโยชน์ เพราะหลายครั้งพอเริ่มพูดส่วนแรก เราจะพบเองว่าตัวเองไม่มีเกณฑ์ มีแค่ความไม่ชอบ
และการรู้ตัวว่าตอนนี้เรากำลัง “ไม่ชอบ” ไม่ใช่กำลัง “ประเมิน” ก็ถือเป็นการคิดขั้นสูงไปแล้วขั้นหนึ่ง
คำถามที่อยากทิ้งไว้คือ ครั้งล่าสุดที่คุณบอกว่างานของใครสักคนยังไม่ดีพอ ถ้ามีคนถามกลับว่า “ไม่ดีเทียบกับอะไร” คุณจะตอบว่าอะไร และคำตอบนั้นเป็นเกณฑ์ที่ทีมรู้ล่วงหน้า หรือเป็นเกณฑ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในหัวคุณตอนเห็นงาน