Halo Effect: ทำไมคนที่เก่งเรื่องหนึ่ง ถึงถูกมองว่าเก่งไปหมดทุกเรื่องโดยที่ไม่มีใครตรวจสอบ
ในทีมของคุณมีคนที่ “ทุกคนรู้กันว่าเก่ง” อยู่ไหม แล้วถ้าลองถามตัวเองว่าเรารู้ว่าเขาเก่งเรื่องอะไรบ้าง คำตอบจะออกมาเป็นรายการที่ระบุได้ชัด หรือจะออกมาเป็นความรู้สึกกว้าง ๆ ว่า “ก็เก่งนั่นแหละ”
คำถามนี้ฟังดูจิ๊บจ๊อย แต่มันแตะกับกับดักความคิดตัวหนึ่งที่ทำงานเงียบมากในที่ทำงาน ชื่อว่า Halo Effect หรือปรากฏการณ์รัศมี ซึ่งหมายถึงการที่ความประทับใจต่อคนคนหนึ่งในเรื่องหนึ่ง แผ่ไปครอบการประเมินเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
สิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวไม่ใช่ความรุนแรง แต่คือความเนียน ในงานวิจัยด้านการประเมินผลงาน สิ่งที่พบซ้ำ ๆ คือผู้ประเมินขยายผลจากคุณสมบัติเด่นเพียงข้อเดียวไปสู่คะแนนรวมที่ดีในทุกด้าน ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเรื่องผลงานในด้านอื่นเลย และกระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยที่ผู้ประเมินไม่รู้ตัวว่ากำลังทำ
ในทางปฏิบัติมันหน้าตาประมาณนี้ พนักงานคนหนึ่งพรีเซนต์เก่งมาก พูดในที่ประชุมแล้วคนฟังรู้สึกมั่นใจ ผ่านไปหนึ่งปี เขาถูกมองว่าเป็นคนที่ “คิดเป็นระบบ” ทั้งที่สิ่งที่ทุกคนเห็นจริง ๆ คือทักษะการนำเสนอ ไม่ใช่คุณภาพของการวิเคราะห์ที่อยู่เบื้องหลัง และเมื่อถึงรอบประเมิน คะแนนด้านการวางแผน การทำงานร่วมกับคนอื่น หรือความละเอียด ก็มักลอยตามขึ้นไปด้วยทั้งชุด
อีกเวอร์ชันที่เจอบ่อยไม่แพ้กันคือรัศมีที่มาจากความถูกชะตา คนที่หัวหน้ารู้สึกคุยด้วยแล้วสบายใจ มักจะได้รับการตีความหลักฐานที่คลุมเครือไปในทางบวกเสมอ งานส่งช้าก็ถูกอ่านว่า “เขาคงเจองานยาก” ส่วนคนที่ไม่ค่อยถูกชะตา ส่งช้าเท่ากันกลับถูกอ่านว่า “บริหารเวลาไม่ดี” ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่คำอธิบายคนละทาง
จุดที่ควรระวังคือกับดักนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่คนที่ถูกประเมินต่ำเกินจริง มันทำร้ายคนที่ถูกประเมินสูงเกินจริงด้วย เพราะคนที่ถูกสวมรัศมีไว้จะไม่ค่อยได้รับฟีดแบ็กตรง ๆ ในด้านที่เขายังอ่อน ทุกคนรอบตัวเชื่อไปแล้วว่าเขาเก่งรอบด้าน เขาจึงเสียโอกาสรู้จุดอ่อนของตัวเองไปเป็นปี ๆ จนกระทั่งวันที่ได้เลื่อนขั้นไปเจองานที่ต้องใช้ทักษะที่ไม่เคยถูกพูดถึง
ถ้ามองแบบนักคิด ปัญหาหลักของ Halo Effect คือมันคือการยุบตัวแปรหลายตัวให้เหลือตัวเดียว เราเปลี่ยนคำถามที่ควรจะมีหลายข้อ ให้กลายเป็นคำถามข้อเดียวว่า “ชอบคนนี้แค่ไหน” แล้วเอาคำตอบข้อเดียวนั้นไปเติมในทุกช่อง เพราะสมองชอบเรื่องที่สอดคล้องกันมากกว่าเรื่องที่ขัดกันเอง ภาพของคนที่เก่งบางเรื่องและอ่อนบางเรื่องนั้นซับซ้อนกว่า และเก็บไว้ในหัวยากกว่าภาพของ “คนเก่ง” เฉย ๆ
ทางออกจึงไม่ใช่การพยายามเป็นกลางให้มากขึ้น เพราะความตั้งใจไม่ได้แก้อคติที่เกิดใต้ความรู้สึกตัว สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการบังคับให้ตัวแปรแยกกันอีกครั้ง
วิธีที่ง่ายที่สุดคือแยกประเมินทีละด้านให้จบก่อนค่อยขยับไปด้านถัดไป และในแต่ละด้านต้องเขียนหลักฐานอย่างน้อยหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงลงไปด้วย ถ้าเขียนไม่ออก นั่นไม่ได้แปลว่าเขาทำได้ดีหรือไม่ดี แต่แปลว่าเรายังไม่มีข้อมูลในด้านนั้น ซึ่งเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์กว่าการให้คะแนนกลาง ๆ ไปตามความรู้สึก
อีกวิธีที่ใช้แรงน้อยแต่ได้ผลคือการตั้งคำถามสวนตัวเองสักข้อในหัวว่า “ถ้าคนที่ทำสิ่งนี้ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนที่ฉันไม่ค่อยประทับใจ ฉันจะอ่านเหตุการณ์นี้ต่างไปไหม” คำถามนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นกลาง แต่มันทำให้เราเห็นระยะห่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กับเรื่องที่เราเล่าให้ตัวเองฟังเกี่ยวกับคนคนนั้น
และการมองเห็นระยะห่างนั้น คือจุดเริ่มของการประเมินคนด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยรัศมี