ประตูบานเดียว กับ ประตูสองทาง: ทำไมหัวหน้าที่ตัดสินใจดี ถึงไม่ได้ใช้ความเร็วเท่ากันทุกเรื่อง
การตัดสินใจที่ “แก้คืนได้” กับการตัดสินใจที่ “แก้คืนไม่ได้” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ในองค์กรส่วนใหญ่ ทั้งสองอย่างนี้เดินผ่านกระบวนการอนุมัติชุดเดียวกัน ใช้เวลาเท่ากัน และผ่านสายตาคนจำนวนเท่ากัน
Jeff Bezos เคยอธิบายเรื่องนี้ด้วยภาพที่จำง่ายว่าการตัดสินใจมีสองแบบเหมือนประตูสองชนิด ประตูบานเดียวคือประตูที่เดินผ่านไปแล้วกลับมาไม่ได้ ส่วนประตูสองทางคือประตูที่เดินเข้าไปดู แล้วถ้าไม่ชอบก็เดินกลับออกมาได้โดยเสียหายไม่มาก
ข้อเสนอของเขาคือให้ตัดสินใจสองแบบนี้ด้วยความเร็วคนละระดับ ประตูบานเดียวต้องช้า ต้องปรึกษา ต้องคิดให้รอบ เพราะความเสี่ยงคือการเลือกผิด ส่วนประตูสองทางควรเร็ว เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงของมันคือความช้า
ข้อสังเกตที่กระทบใจคนทำงานมากที่สุด
Bezos ตั้งข้อสังเกตต่อว่า เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น มันมักลากเอากระบวนการหนักแบบประตูบานเดียวไปใช้กับการตัดสินใจเกือบทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องที่จริง ๆ แล้วเป็นประตูสองทาง ผลที่ตามมาคือทุกอย่างช้าลง คนกลัวความเสี่ยงโดยไม่ได้คิดว่าเสี่ยงจริงแค่ไหน และการทดลองใหม่ ๆ ก็เกิดน้อยลงเรื่อย ๆ
ภาพนี้คุ้นตาคนทำงานไทยไม่น้อย การจะเปลี่ยนหัวข้ออีเมลที่ส่งหาลูกค้า ต้องผ่านสามคน ใช้เวลาห้าวัน ทั้งที่ถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ดี วันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนกลับได้ ในขณะที่การเซ็นสัญญาผูกมัดกับผู้ให้บริการรายหนึ่งสามปี กลับใช้เวลาคุยกันในที่ประชุมสิบห้านาที เพราะ “เจ้านี้เพื่อนแนะนำมา”
สองเรื่องนี้ควรได้รับความรอบคอบสวนทางกับที่เป็นอยู่
จุดที่คนมักแยกพลาด
ความยากไม่ได้อยู่ที่การเข้าใจแนวคิด แต่อยู่ที่การจัดประเภทให้ถูก และมีสองจุดที่พลาดกันบ่อย
จุดแรกคือการเข้าใจว่า “เรื่องใหญ่” เท่ากับ “ย้อนกลับไม่ได้” ซึ่งไม่จริงเสมอไป งบประมาณก้อนโตที่แบ่งจ่ายเป็นงวดและยกเลิกได้ อาจย้อนกลับง่ายกว่าการประกาศนโยบายเล็ก ๆ กับพนักงานทั้งบริษัทที่ถอนคำพูดคืนไม่ได้
จุดที่สองคือการลืมนับต้นทุนที่มองไม่เห็น การตัดสินใจบางอย่างย้อนกลับได้ในทางเทคนิค แต่ย้อนกลับไม่ได้ในทางความรู้สึกของคน เช่นการปรับโครงสร้างทีมแล้วย้ายคนไปสายงานใหม่ ต่อให้ย้ายกลับได้ในระบบ ความไว้ใจที่หายไประหว่างทางก็ไม่ได้กลับมาพร้อมกัน หัวหน้าที่คิดเรื่องนี้เป็น จะนับ “ความเชื่อใจ” เป็นหนึ่งในสิ่งที่อาจย้อนคืนไม่ได้ด้วย
ใช้จริงในทีมยังไง
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือเพิ่มคำถามหนึ่งข้อไว้หน้าการตัดสินใจทุกเรื่อง นั่นคือ “ถ้าอีกสามเดือนพบว่าเลือกผิด เราต้องจ่ายอะไรเพื่อกลับมาที่เดิม”
ถ้าคำตอบคือเวลาไม่กี่วันและงบไม่มาก ให้จบในที่ประชุมนั้นเลย และให้คนที่ใกล้หน้างานที่สุดเป็นคนตัดสิน ถ้าคำตอบคือเงินก้อนใหญ่ ชื่อเสียง หรือความสัมพันธ์กับคน ให้ชะลอลงหนึ่งจังหวะ หาข้อมูลเพิ่ม และหาคนที่คิดต่างมาช่วยดู
อีกอย่างที่คุ้มค่ามากคือการบอกทีมให้ชัดว่าเรื่องประเภทไหนที่พวกเขา “ตัดสินใจเองได้เลยโดยไม่ต้องถาม” เพราะสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจ มักไม่ใช่ความไม่มั่นใจในตัวเอง แต่คือความไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ตัดสินใจเองแล้วจะโดนอะไรหรือเปล่า
วกกลับมาที่วิธีคิด
การจัดประเภทการตัดสินใจก่อนลงมือคิด คือการเลือก “วิธีคิด” ให้เหมาะกับโจทย์ ไม่ใช่การใช้ความรอบคอบเท่ากันหมดแล้วเรียกมันว่ามีมาตรฐาน
ความรอบคอบที่ใช้ผิดที่ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่า มันแค่ทำให้ทีมช้าในเรื่องที่ควรเร็ว และเผลอเร็วในเรื่องที่ควรช้า
สัปดาห์นี้ทีมคุณเสียเวลาไปกับการถกเรื่องที่พรุ่งนี้แก้กลับได้ทั้งหมดกี่ชั่วโมง