Competence Trap: เมื่อสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด กลายเป็นเหตุผลที่เราหยุดโต
Herminia Ibarra นักวิจัยด้านภาวะผู้นำ ชี้ให้เห็นแนวโน้มพื้นฐานอย่างหนึ่งของคนทำงานว่า เรามักหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เพราะการทำอะไรได้คล่องให้ทั้งความรู้สึกเชี่ยวชาญและความรู้สึกปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
ฟังดูไม่มีอะไรผิด แต่เมื่อมันทำงานต่อเนื่องหลายปี มันสร้างสิ่งที่ถูกเรียกว่า Competence Trap หรือกับดักความเก่ง คือสภาวะที่ความสามารถในบทบาทปัจจุบัน กลายเป็นสิ่งที่ขวางการไปสู่บทบาทถัดไป
กรงที่สร้างจากผลงานของตัวเอง
กลไกของมันเรียบง่ายจนน่าตกใจ เราทำงานประเภทหนึ่งได้ดี หัวหน้าเห็นแล้วมอบงานประเภทเดิมให้อีก เพราะมันคือการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับทีม เราทำได้ดีอีก งานประเภทเดิมก็ยิ่งไหลมาหาเรามากขึ้น
สามปีผ่านไป เราคือคนที่ทำเรื่องนั้นได้ดีที่สุดในองค์กร และเป็นคนที่ย้ายออกจากตรงนั้นได้ยากที่สุดพร้อมกัน ยิ่งขาดเราไม่ได้เท่าไร ยิ่งไม่มีใครกล้าย้ายเราเท่านั้น
สิ่งที่น่ากลัวคือมันไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีใครบอกว่าเราหยุดโต ตรงกันข้าม ทุกคนชม ผลงานดี รีวิวผ่าน โบนัสมา ทุกตัวชี้วัดบอกว่าเรากำลังไปได้สวย ยกเว้นตัวเดียวที่ไม่มีใครวัด คือปีนี้เราทำอะไรที่ปีที่แล้วเรายังทำไม่เป็นบ้าง
มีข้อสังเกตจากฝั่งการพัฒนาคนที่น่าสนใจว่า คนที่ทำผลงานได้ดีอยู่แล้วคือกลุ่มที่ถูกละเลยเรื่องการพัฒนามากที่สุด เพราะสายตาขององค์กรมักไปอยู่ที่คนที่ยังทำได้ไม่ดี ส่วนคนที่ทำได้ดีถูกมองว่า “ไม่ต้องห่วง” และการไม่ต้องห่วงนั้นเองคือการไม่ได้ถูกลงทุนต่อ
ทำไมมันไม่ใช่เรื่องของความขยัน
หลายคนพยายามแก้เรื่องนี้ด้วยการทำงานหนักขึ้น หรือเรียนคอร์สเพิ่ม ซึ่งช่วยได้ไม่มากเท่าที่หวัง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณความพยายาม แต่อยู่ที่ทิศทางของมัน
การทำสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วให้หนักขึ้น ให้ผลตอบแทนต่อความสามารถน้อยลงเรื่อย ๆ เหมือนการยกน้ำหนักเดิมทุกวันแล้วคาดหวังว่ากล้ามเนื้อจะโตต่อ ในขณะที่การทำสิ่งที่ยังทำไม่เก่งด้วยเวลาที่น้อยกว่ามาก กลับสร้างการเติบโตได้มากกว่า เพราะมันบังคับให้เราต้องสร้างวิธีคิดชุดใหม่ ไม่ใช่แค่เดินตามวิธีเดิมให้เร็วขึ้น
นี่คือจุดที่เรื่องนี้วกกลับมาที่วิธีคิด กับดักความเก่งไม่ได้ทำร้ายเราด้วยการลดทักษะ แต่ด้วยการทำให้คลังวิธีคิดของเราหยุดขยาย คนที่ทำงานเดิมมาสิบปีจะมีวิธีมองปัญหาที่ลึกมากแต่แคบ พอเจอโจทย์ที่อยู่นอกวงนั้น เขาจะมองมันด้วยแว่นอันเดิม แล้วสรุปว่าโจทย์นั้นไม่สำคัญ
เริ่มจากตรงไหนได้บ้าง
คำถามที่ใช้ตรวจสอบตัวเองได้ดีที่สุดคือ ย้อนไปหนึ่งปี มีงานชิ้นไหนบ้างที่ตอนรับมาเรารู้สึกว่า “ไม่แน่ใจว่าทำได้ไหม” ถ้าคำตอบคือไม่มีเลย นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราเก่งขึ้น แต่คือสัญญาณว่าเราอยู่ในเขตที่คุ้นเคยมาทั้งปี
จากนั้นให้เลือกงานหนึ่งชิ้นในไตรมาสหน้าที่เราจะทำได้ไม่ดีในตอนแรกอย่างแน่นอน ขนาดไม่ต้องใหญ่ ขอแค่มันใช้กล้ามเนื้อคนละมัดกับที่ใช้ประจำ เช่น คนที่เก่งการลงมือทำลองรับงานที่ต้องวางกรอบคิดให้คนอื่นทำต่อ หรือคนที่เก่งการวิเคราะห์ลองรับงานที่ต้องไปโน้มน้าวคนที่ไม่สนใจตัวเลข
และถ้าเป็นหัวหน้า ให้ระวังการมอบหมายงานแบบที่ปลอดภัยที่สุด คือให้คนเก่งเรื่องไหนทำเรื่องนั้นเสมอ มันได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในไตรมาสนี้ และเพดานที่ต่ำที่สุดในสามปีข้างหน้า
เพราะสิ่งที่ทำให้เราไปได้ไกลถึงจุดนี้ ไม่ได้รับประกันว่าจะพาเราไปต่อ และบ่อยครั้งมันคือสิ่งเดียวกับที่ทำให้เราไม่ยอมออกจากจุดนี้