dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การคิด & การตัดสินใจ21 ส.ค. 2569

Goodhart's Law: พอ “ตัวเลข” กลายเป็น “เป้าหมาย” มันก็เลิกบอกความจริงตั้งแต่วันนั้น

“วัดไม่ได้ ก็บริหารไม่ได้” เป็นประโยคที่เราได้ยินกันจนกลายเป็นสามัญสำนึกในที่ทำงาน มันฟังดูมีเหตุผลมาก และในหลายกรณีมันก็จริง ปัญหาคือเราจำประโยคนี้ได้ทั้งประโยค แต่ไม่เคยได้ยินสิ่งที่ควรมาต่อท้ายมัน นั่นคือพอเราวัดอะไรสักอย่างแล้วเอาไปผูกกับผลตอบแทน คำชม หรือการประเมิน สิ่งที่เราวัดจะเริ่มเปลี่ยนรูปทันที

นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Charles Goodhart เคยตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ปี 1975 ในเชิงนโยบายการเงิน และต่อมาถูกสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “เมื่อตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย มันก็เลิกเป็นตัวชี้วัดที่ดี” (Goodhart's Law) ประโยคนี้สั้นจนดูเหมือนคำคม แต่ถ้าอ่านช้า ๆ มันคือคำเตือนเรื่องวิธีคิดที่ลึกกว่านั้นมาก

ตัวเลขไม่ได้โกหก แต่มันเป็นแค่เงาของสิ่งที่เราอยากได้

ทุกตัวชี้วัดเกิดจากการย่อ เราอยากได้ “บริการที่ดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องยาก เลยเลือกวัด “เวลารอสาย” เพราะมันนับได้ เราอยากได้ “ทีมที่เรียนรู้” เลยวัด “จำนวนชั่วโมงอบรมต่อคน” เราอยากได้ “ทีมพัฒนาที่ส่งของมีคุณภาพ” เลยวัด “จำนวนงานที่ปิดได้ต่อสัปดาห์”

ตราบใดที่ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่กระจกเงาที่เราแอบส่องดู มันยังบอกความจริงได้พอสมควร แต่วินาทีที่มันกลายเป็นเป้าที่ทุกคนต้องยิงให้เข้า สมองของคนทั้งองค์กรจะเริ่มทำงานคนละแบบ จากเดิมที่ถามว่า “ทำยังไงให้ลูกค้าพอใจ” มันจะกลายเป็น “ทำยังไงให้เวลารอสายสั้นลง” ซึ่งคำตอบที่เร็วที่สุดคือรีบวางสาย

ที่น่าสนใจคือคนที่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกง เขาแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่ระบบบอกว่าสำคัญ นี่คือจุดที่หลายองค์กรอ่านสถานการณ์ผิด เพราะไปสรุปว่า “คนของเราไม่มีจิตสำนึก” ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “เราออกแบบสิ่งที่วัดมาไม่ดีพอ” แล้วคนก็ทำตามอย่างซื่อสัตย์ที่สุด

กับดักที่แนบเนียนกว่านั้นคือเราหยุดถามคำถามเดิม

ผลกระทบที่หนักที่สุดของ Goodhart's Law ไม่ใช่การปั่นตัวเลข แต่คือการที่คำถามตั้งต้นหายไปจากห้องประชุมเงียบ ๆ

ตอนที่เรากำหนดว่าจะวัดจำนวนชั่วโมงอบรม เราเคยมีคำถามอยู่ในใจว่า “ทำยังไงให้คนของเราเก่งขึ้น” พอผ่านไปสองปี คำถามในห้องประชุมจะเหลือแค่ “ปีนี้เราทำได้กี่ชั่วโมง” และไม่มีใครกลับไปถามคำถามเดิมอีกเลย ตัวชี้วัดกินพื้นที่ของเป้าหมายจนหมด แล้วเราก็ทำงานกันอย่างขยันขันแข็งไปในทิศทางที่ไม่มีใครตรวจสอบแล้วว่ายังใช่อยู่ไหม

ในระดับบุคคลก็ไม่ต่างกัน คนที่ตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือปีละสามสิบเล่ม สักพักจะเริ่มเลือกเล่มที่บางลง และอ่านแบบไล่สายตาให้จบเร็วขึ้น เป้าหมายเดิมคือ “เข้าใจโลกให้ลึกขึ้น” แต่สิ่งที่ถูกวัดคือ “จำนวนเล่ม” และสิ่งที่ถูกวัดมักชนะเสมอ

ทางออกไม่ใช่การเลิกวัด แต่คือการวัดอย่างรู้ตัว

คนจำนวนหนึ่งอ่านเรื่องนี้แล้วสรุปว่า KPI เป็นสิ่งชั่วร้าย ซึ่งเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป องค์กรที่ไม่วัดอะไรเลยไม่ได้แปลว่าจะดีขึ้น มันแค่แปลว่าไม่มีใครรู้ว่ากำลังแย่ลงหรือเปล่า

สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือวิธีคิดตอนเลือกตัววัด ลองตั้งคำถามสามข้อกับทุกตัวเลขที่คุณกำลังจะประกาศเป็นเป้า ข้อแรก ตัวเลขนี้เป็นตัวแทนของอะไรที่วัดตรง ๆ ไม่ได้ ข้อสอง ถ้ามีคนอยากทำให้ตัวเลขนี้สวยขึ้นโดยไม่สนใจเป้าหมายจริง เขาจะทำยังไงได้บ้าง และข้อสาม เรามีตัวเลขอีกตัวที่จะดังขึ้นเวลามีคนใช้ทางลัดนั้นหรือเปล่า

คำถามข้อสองสำคัญที่สุด เพราะมันคือการทำ premortem กับตัวชี้วัดของตัวเอง คือการนั่งคิดล่วงหน้าว่า “ถ้าตัวเลขนี้จะถูกเล่นงาน มันจะถูกเล่นงานยังไง” แทนที่จะรอให้เวลาเป็นคนบอกเราในอีกหนึ่งปี ส่วนคำถามข้อสามคือหลักการง่าย ๆ ที่ว่าตัวเลขตัวเดียวมักถูกบิดได้ง่าย แต่ตัวเลขที่ถ่วงกันอยู่สองสามตัวจะบิดได้ยากกว่ามาก เช่นถ้าจะวัดความเร็วในการปิดงาน ก็ควรวัดจำนวนงานที่ถูกเปิดซ้ำภายในเดือนถัดไปควบคู่กันไปด้วย

สิ่งที่เรื่องนี้บอกเกี่ยวกับวิธีคิดของเรา

Goodhart's Law ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการบริหาร มันเป็นบทเรียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “สิ่งที่เราเห็น” กับ “สิ่งที่มีอยู่จริง” ทุกครั้งที่เราแทนของจริงด้วยตัวแทนที่วัดง่ายกว่า เรากำลังแลกความแม่นยำกับความสะดวก และการแลกนี้ไม่ผิด ตราบใดที่เราจำได้ว่าเราแลกอะไรไป

คนที่คิดคมไม่ใช่คนที่ปฏิเสธตัวเลข แต่คือคนที่ถือตัวเลขไว้ในมือข้างหนึ่ง และถือคำถามตั้งต้นไว้ในมืออีกข้างเสมอ พอสองอย่างเริ่มไม่ตรงกัน เขาจะรู้ว่าต้องแก้ที่ตัววัด ไม่ใช่ไปเร่งให้คนวิ่งตามตัวเลขที่พังไปแล้วเร็วขึ้น

คำถามที่ควรถามในรอบประเมินถัดไปจึงอาจไม่ใช่ “เราทำได้ตามเป้าไหม” แต่เป็น “เป้าที่เราตั้งไว้ ยังวัดสิ่งที่เราแคร์จริง ๆ อยู่หรือเปล่า”