dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การบริหารคน & ภาวะผู้นำ21 ส.ค. 2569

การพัฒนาคนไม่ได้เริ่มที่หลักสูตร แต่เริ่มที่คำถามว่า “เราไว้ใจให้เขาพลาดได้แค่ไหน”

หัวหน้าที่พูดเรื่องการพัฒนาทีมบ่อยที่สุด ไม่ใช่หัวหน้าที่ทีมโตเร็วที่สุดเสมอไป และหลายครั้งความต่างไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่ว่าเขากล้าปล่อยให้เกิดอะไรบ้างในสัปดาห์ที่งานยุ่ง

รายงานแนวโน้มด้านการพัฒนาคนของปี 2026 หลายฉบับชี้ไปทางเดียวกันสองเรื่อง เรื่องแรกคือทักษะที่องค์กรบอกว่าต้องการมากที่สุดคือการคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจ มีรายงานหนึ่งระบุว่าราว 56% ขององค์กรที่สำรวจยกให้เรื่องนี้เป็นความต้องการอันดับต้น เรื่องที่สองคืองบพัฒนาคนของทีมส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น มีรายงานที่พบว่ากว่า 75% ของทีมคาดว่างบจะเท่าเดิม

สองข้อนี้อยู่ด้วยกันแล้วสร้างโจทย์ที่น่าอึดอัด องค์กรอยากได้คนที่คิดเป็นมากขึ้น โดยมีเครื่องมือชื่อ “ห้องเรียน” เท่าเดิม

เครื่องมือที่ใหญ่ที่สุดไม่เคยอยู่ในห้องเรียน

กรอบที่คนทำงานพัฒนาคนใช้กันมานานคือ 70-20-10 ซึ่งเสนอว่าคนเติบโตจากการลงมือทำงานจริงราว 70% จากคนรอบตัวและหัวหน้าราว 20% และจากการอบรมอย่างเป็นทางการราว 10% ตัวเลขนี้ไม่ใช่สูตรที่แม่นระดับทศนิยม แต่สิ่งที่มันชี้ให้เห็นชัดคือสัดส่วน

ถ้าเชื่อกรอบนี้ การส่งน้องไปเรียนคือการขยับเครื่องมือที่เล็กที่สุดในมือ ส่วนเครื่องมือที่ใหญ่ที่สุดคือสิ่งที่หัวหน้าตัดสินใจทุกเช้าวันจันทร์ นั่นคือ “งานนี้ใครทำ”

และนี่คือจุดที่ความไว้ใจเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะการมอบงานที่จะทำให้คนโตนั้นแทบทุกครั้งเป็นการมอบงานที่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน มันคืองานที่เขาอาจทำได้ไม่ดีเท่าเรา อาจต้องแก้สองรอบ อาจทำให้ลูกค้าถามกลับมา

หัวหน้าที่ไม่ได้ไว้ใจจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีที่ดูมีเหตุผลที่สุด คือมอบแต่งานที่ปลอดภัย งานที่มีคำตอบอยู่แล้ว งานที่ผิดพลาดได้น้อย แล้วชดเชยด้วยการส่งไปอบรมตอนปลายปี ผลคือน้องได้ประกาศนียบัตรกลับมาหนึ่งใบ และไม่ได้เจอสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องตัดสินใจเองเลยสักครั้งตลอดทั้งปี

ความไว้ใจในที่นี้ไม่ใช่ความรู้สึก แต่คือการคำนวณความเสี่ยง

คำว่า “ไว้ใจ” ในบริบทนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งที่จริงมันคือคำถามเชิงการตัดสินใจว่า “ถ้าเขาพลาดในเรื่องนี้ ราคาที่เราต้องจ่ายคือเท่าไหร่ และเรารับได้ไหม”

พอตั้งคำถามแบบนี้ มันจะเปลี่ยนจากการถามว่า “ไว้ใจเขาได้หรือยัง” ซึ่งตอบยากและเต็มไปด้วยความรู้สึก มาเป็นการถามว่า “งานไหนที่ความผิดพลาดยังกู้คืนได้” ซึ่งตอบได้จริง

งานส่วนใหญ่ในองค์กรเป็นประตูสองทางที่เดินกลับได้ ร่างที่ไม่ดีแก้ได้ การประชุมที่คุมไม่อยู่ครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้ลูกค้าหาย การวิเคราะห์ที่พลาดจับได้ตอนทบทวน มีงานเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พลาดแล้วเจ็บจริง หัวหน้าที่พัฒนาคนได้เก่งคือคนที่แยกสองกลุ่มนี้ออกจากกันชัด แล้วเปิดพื้นที่ให้พลาดในกลุ่มแรกอย่างตั้งใจ

สิ่งที่ตามมาคือหน้าที่ของหัวหน้าเปลี่ยนไปด้วย จากคนที่คอยกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด กลายเป็นคนที่ออกแบบว่าความผิดพลาดควรเกิดตรงไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด

สิ่งที่ต้องทำเพิ่มหลังจากปล่อยมือ

การไว้ใจโดยไม่ทำอะไรต่อไม่ใช่การพัฒนาคน มันคือการทิ้งงาน งานวิจัยด้านการมอบหมายงานชี้ตรงกันว่าการมอบหมายจะได้ผลก็ต่อเมื่อมันมาพร้อมการโค้ช ไม่ใช่มาพร้อมความเงียบ

ความต่างอยู่ที่วิธีเข้าไปแตะระหว่างทาง หัวหน้าที่เข้าไปถามว่า “ทำถึงไหนแล้ว” กำลังตรวจงาน ส่วนหัวหน้าที่เข้าไปถามว่า “ตอนนี้ติดตรงไหน แล้วคิดไว้กี่ทาง” กำลังพัฒนาคน คำถามแรกได้สถานะ คำถามที่สองได้เห็นวิธีคิดของเขา และการเห็นวิธีคิดคือสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้ว่าจะสอนอะไร

จุดที่หัวหน้าหลายคนพลาดคือตอนน้องมาถามว่า “ทำยังไงดีครับ” แล้วเราตอบไปเลยเพราะมันเร็วกว่า ในนาทีนั้นเราประหยัดเวลาไปยี่สิบนาที และเราซื้อเวลาแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปอีกสามปีโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังจ่ายด้วยความสามารถในการคิดของเขา

คำถามที่ควรใช้แทนไม่ต้องซับซ้อน แค่ “ถ้าให้เดา คุณคิดว่าควรเป็นทางไหน แล้วเพราะอะไร” ก็เพียงพอ มันคืนโจทย์กลับไปโดยไม่ปล่อยให้เขาลอยคออยู่คนเดียว

ปิดท้าย

การพัฒนาทีมมักถูกวางไว้ในหมวดงบประมาณ ทั้งที่จริงมันอยู่ในหมวดการตัดสินใจรายวันมากกว่า ทุกครั้งที่เราเลือกทำเองเพราะเร็วกว่า เรากำลังตัดสินใจเรื่องการพัฒนาคนไปแล้วหนึ่งครั้ง เพียงแต่ตัดสินใจไปในทางที่ไม่มีใครบันทึกไว้ในแผนประจำปี

สัปดาห์นี้ ลองไล่ดูงานที่คุณกำลังจะลงมือทำเอง แล้วเลือกมาหนึ่งชิ้นที่ถ้าพลาดแล้วยังแก้ทัน คำถามที่เหลืออยู่มีข้อเดียว คือคุณกล้าให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่า