dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การพัฒนาตัวเอง & การเรียนรู้25 ส.ค. 2569

ถ้าคุณทำถูกเกือบทุกครั้ง แปลว่าคุณกำลังฝึกของที่ทำได้อยู่แล้ว

ปี 2019 ทีมวิจัยนำโดย Robert Wilson จาก University of Arizona ร่วมกับนักวิจัยจาก Brown, UCLA และ Princeton เผยแพร่งานชื่อ “The Eighty Five Percent Rule for Optimal Learning” ในวารสาร Nature Communications ข้อสรุปของมันคือ ระบบที่เรียนรู้จากความผิดพลาดจะพัฒนาเร็วที่สุดเมื่อความยากของโจทย์อยู่ในระดับที่ทำถูกประมาณ 85% และพลาดประมาณ 15%

ต้องบอกให้ครบว่างานชิ้นนี้ทดลองกับอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องเป็นหลัก แล้วพบว่ารูปแบบเดียวกันปรากฏในงานวิจัยการเรียนรู้ของสัตว์ที่มีมาก่อน นักวิจัยจึงเสนอว่ามันน่าจะใช้ได้กับการเรียนรู้เชิงการรับรู้ของมนุษย์ด้วย ไม่ใช่ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ได้กับทุกทักษะ แต่เป็นเข็มทิศที่ชี้ทิศทางได้ดีมาก

และทิศทางที่มันชี้ ขัดกับสัญชาตญาณของคนทำงานเกือบทั้งหมด

ความรู้สึกว่า “ทำได้ดี” คือสัญญาณที่อ่านยากที่สุด

เวลาเราฝึกอะไรก็ตาม ตัวชี้วัดที่เราใช้โดยไม่รู้ตัวคือความรู้สึกลื่นไหล ถ้าทำแล้วราบรื่น ไม่สะดุด ไม่ต้องคิดเยอะ เราจะสรุปว่าวันนี้ทำได้ดี แต่ถ้าตีความตามงานวิจัยชิ้นนี้ ความราบรื่นแบบนั้นแปลได้อีกอย่างหนึ่ง คือโจทย์ตรงหน้าง่ายเกินกว่าที่จะทำให้เราเปลี่ยน

คนทำงานที่อยู่ในตำแหน่งเดิมมาห้าปีมักเจอสภาวะนี้ งานที่ทำอยู่คือสิ่งที่เก่งแล้ว อัตราความผิดพลาดต่ำมาก ทุกอย่างดูดีในสายตาคนอื่น แต่ในเชิงการเรียนรู้ ห้าปีนั้นอาจเท่ากับหนึ่งปีที่ทำซ้ำห้ารอบ เพราะไม่มีจุดไหนเลยที่ระบบได้รับสัญญาณว่าต้องปรับตัว

อีกด้านหนึ่งก็อันตรายพอกัน คนที่กระโดดเข้าไปในงานที่ยากเกินตัวมาก อัตราพลาดสูงจนไม่เหลือแบบแผนให้เรียนรู้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ทักษะ แต่คือความรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน ซึ่งทำให้เลิกกลางทางก่อนที่การเรียนรู้จะเริ่มด้วยซ้ำ

แปลตัวเลขให้เป็นวิธีคิด ไม่ใช่เป็นสูตร

ประโยชน์จริงของกฎ 85% ไม่ได้อยู่ที่การไปนั่งนับว่าวันนี้พลาดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ที่มันให้ “เกณฑ์ใหม่” ในการเลือกงานและเลือกวิธีฝึก จากเดิมที่เราถามว่างานนี้ทำได้ไหม เปลี่ยนเป็นถามว่างานนี้มีโอกาสให้เราพลาดแบบมีความหมายบ้างหรือเปล่า

ลองเอาไปใช้กับการอ่านหนังสือ ถ้าอ่านแล้วเข้าใจทุกบรรทัด รู้สึกดีแต่ได้น้อย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่คือสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วในภาษาใหม่ หนังสือที่ทำให้ต้องหยุดอ่านซ้ำบางย่อหน้า และมีสักบทที่ต้องกลับมาอ่านรอบสอง คือหนังสือที่อยู่ในโซนที่พาเราไปต่อ

หรือใช้กับการนำเสนองาน ถ้าทุกครั้งที่เสนอ ไม่มีคำถามไหนที่เราตอบไม่ได้เลย แปลว่าเรากำลังเสนอเรื่องที่ปลอดภัยเกินไป หรือเลือกห้องที่ปลอดภัยเกินไป การเจอคำถามที่ตอบไม่ได้สักหนึ่งถึงสองคำถามต่อครั้ง คือระดับที่ทำให้เรากลับไปคิดต่อจริง ๆ

ในการทำงานประจำวัน วิธีที่ทำได้ทันทีคือแบ่งเวลาให้ชัดระหว่างงานสองประเภท งานประเภทแรกคืองานที่ต้องส่งมอบด้วยความมั่นใจ ตรงนี้ควรอยู่ในโซนที่เราทำได้แม่น ส่วนงานประเภทที่สองคืองานที่ตั้งใจให้ตัวเองพลาดได้ ซึ่งควรเป็นงานที่ผลกระทบจำกัดแต่ความยากสูงกว่าปกติหนึ่งขั้น คนที่โตเร็วไม่ได้ทำงานยากตลอดเวลา แต่เขามีช่องนี้อยู่ในสัปดาห์เสมอ

กลับมาที่วิธีคิด

สิ่งที่กฎนี้บอกจริง ๆ ไม่ใช่ว่า “ต้องพลาด 15%” แต่คือความผิดพลาดคือ “ข้อมูล” ที่ระบบใช้ปรับตัว ถ้าไม่มีข้อมูลเข้ามา ก็ไม่มีอะไรให้ปรับ การพัฒนาตัวเองจึงไม่ได้วัดที่ความขยันหรือจำนวนชั่วโมง แต่วัดที่ว่าเราได้รับสัญญาณแก้ไขมากพอหรือเปล่า

คำถามที่ควรถามตัวเองสิ้นสัปดาห์จึงไม่ใช่ “สัปดาห์นี้ทำอะไรไปบ้าง” แต่คือ “สัปดาห์นี้มีอะไรที่เราทำแล้วไม่ผ่าน แล้วได้รู้ว่าทำไม” ถ้าคำตอบคือไม่มีเลยติดกันหลายสัปดาห์ นั่นอาจไม่ใช่สัญญาณว่าเราเก่งขึ้น แต่คือสัญญาณว่าเราหยุดอยู่ในระยะที่ปลอดภัยนานเกินไปแล้ว