“คำถามที่มีคำตอบอยู่ในใจเราแล้ว” กับ “คำถามที่ทำให้เขาคิดต่อ” ไม่ใช่การโค้ชแบบเดียวกัน
การถามเพื่อพาให้คนคิด กับการถามเพื่อพาให้คนเดาสิ่งที่เราคิดไว้แล้ว ใช้ประโยคหน้าตาเหมือนกันเกือบทั้งหมด ต่างกันแค่จุดเดียว คือคนถามพร้อมรับคำตอบที่ไม่ตรงกับในหัวหรือเปล่า
หัวหน้าที่ผ่านคอร์สโค้ชชิ่งมาแล้วมักภูมิใจว่าตัวเองเลิกสั่งแล้ว เปลี่ยนมาถามแทน แต่ถ้าอัดเสียงการคุยตัวต่อตัวมาฟังย้อนหลัง หลายครั้งสิ่งที่ได้ยินคือคำสั่งที่ถูกแปลงรูปเป็นคำถาม เช่น “น้องว่าถ้าเราขยับเดดไลน์ไปอีกสัปดาห์ มันจะดีกว่าไหม” ประโยคนี้ไม่ใช่คำถาม มันคือคำตอบที่ห่อด้วยเครื่องหมายคำถาม
ทำไมความต่างนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด
กรอบ 70-20-10 ที่ใช้กันในวงการพัฒนาคนบอกว่าคนเติบโตจากงานหน้างานประมาณ 70% จากคนรอบตัวและหัวหน้าอีกราว 20% และจากการอบรมเพียงประมาณ 10% ตัวเลขนี้มักถูกอ่านเป็นเรื่องของงบอบรม แต่ความหมายที่ใช้ได้จริงกว่าคือ ช่วง 20% นั้นเกิดขึ้นในบทสนทนาสั้น ๆ ที่หัวหน้ามีกับลูกทีมทุกสัปดาห์ ไม่ได้เกิดในห้องเรียน
และในบทสนทนาสั้น ๆ เหล่านั้น สิ่งที่กำหนดว่าน้องจะโตหรือจะแค่ทำตาม คือรูปแบบของคำถามที่เราใช้
คำถามนำ ให้ผลลัพธ์ที่เร็วและถูกในระยะสั้น น้องได้คำตอบ งานเดินต่อ แต่สิ่งที่น้องได้เรียนรู้คือ “ต้องเดาให้ถูกว่าพี่คิดอะไร” ไม่ใช่ “ต้องประเมินสถานการณ์ยังไง” ทำแบบนี้ไปหนึ่งปี เราจะได้ทีมที่อ่านใจเราเก่งมาก แต่ตัดสินใจเองไม่ได้เลยตอนเราไม่อยู่
คำถามที่ชวนคิดจริง ช้ากว่าและอึดอัดกว่า เพราะมันต้องทนกับความเงียบ และต้องทนกับความเป็นไปได้ที่คำตอบของเขาจะไม่เหมือนของเรา แต่นั่นคือจุดที่การพัฒนาคนเกิดขึ้นจริง
สังเกตตัวเองด้วยสัญญาณสามอย่าง
สัญญาณแรกคือความยาวของความเงียบ ถ้าเราถามแล้วน้องเงียบไปห้าวินาที แล้วเรารีบเติมให้ นั่นคือเรากำลังรีบเก็บคำตอบของตัวเองกลับมา ความเงียบห้าวินาทีคือช่วงที่เขากำลังคิด ไม่ใช่ช่วงที่เขาไม่รู้
สัญญาณที่สองคือปฏิกิริยาของเราตอนคำตอบไม่ตรง ถ้าคำตอบที่ต่างออกไปทำให้เรารู้สึกว่าต้อง “ดึงกลับมา” ทันที แสดงว่าเราไม่ได้ถามเพื่อฟัง เราถามเพื่อยืนยัน ลองเปลี่ยนเป็นถามต่ออีกชั้นว่าเขาคิดแบบนั้นเพราะเห็นอะไร แล้วค่อยเทียบกับสิ่งที่เราเห็น
สัญญาณที่สามคือรูปประโยค คำถามที่ขึ้นต้นด้วย “น้องว่า...ไหม” มักเป็นคำถามปิดที่มีคำตอบฝังอยู่ ส่วนคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “อะไรทำให้...” หรือ “ถ้าเลือกทางนี้ อะไรจะเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด” เปิดพื้นที่ให้เขาต้องประเมินเองจริง ๆ
ในทางปฏิบัติ วิธีที่ง่ายที่สุดคือเปลี่ยนลำดับ ให้น้องเสนอทางเลือกที่คิดไว้พร้อมเหตุผลก่อน แล้วเราค่อยพูดความเห็นของเราทีหลัง หลักการเดียวกับที่ใช้ในห้องประชุมคือ ความเห็นของคนที่มีอำนาจมากกว่าจะกลืนความเห็นของคนอื่นเสมอถ้าออกมาก่อน
จุดที่หัวหน้าหลายคนติด
มีความกังวลหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยากกว่าที่ควร คือกลัวว่าถ้าปล่อยให้เขาคิดเอง แล้วเขาคิดผิด งานจะพัง ความกังวลนี้สมเหตุสมผล แต่ทางแก้ไม่ใช่การกลับไปใบ้คำตอบ ทางแก้คือเลือกให้ถูกว่างานไหนปล่อยได้ งานที่ผลกระทบจำกัดและแก้คืนได้ คือสนามฝึกที่ควรปล่อยเต็มที่ ส่วนงานที่พลาดแล้วแก้ยาก เราตัดสินใจเองได้และควรบอกตรง ๆ ว่านี่คือเรื่องที่พี่ตัดสิน
การแยกสองประเภทนี้ให้ชัดสำคัญกว่าเทคนิคการตั้งคำถามใด ๆ เพราะมันทำให้เราเลิกโค้ชแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ถามแล้วก็ยังตัดสินเองอยู่ดี ซึ่งเป็นแบบที่ทีมเสียความไว้ใจเร็วที่สุด
การพัฒนาคนในมุมหัวหน้าจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนคอร์สที่ส่งไป แต่วัดกันที่ว่าในหนึ่งสัปดาห์ มีกี่ครั้งที่เราปล่อยให้ลูกทีมได้ใช้หัวของตัวเองจนจบกระบวนการ และเราทนกับความเงียบระหว่างนั้นได้นานแค่ไหน