dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การคิด & การตัดสินใจ28 ส.ค. 2569

Noise: เรื่องเดียวกัน คนละคนตัดสิน แล้วออกมาคนละคำตอบ โดยที่ไม่มีใคร “ลำเอียง” เลย

ผู้บริหารของบริษัทประกันแห่งหนึ่งเคยถูกถามคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าให้พนักงานรับประกันภัยสองคนประเมินเคสเดียวกัน ตัวเลขที่ออกมาน่าจะต่างกันสักกี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่อยู่แถว ๆ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับองค์กรที่มีคู่มือ มีเกณฑ์ และมีคนที่ผ่านการอบรมมาเหมือนกัน

พอทดลองจริงโดยส่งเคสชุดเดียวกันให้หลายคนประเมินแยกกัน ค่ากลางของความต่างกลับอยู่ที่ราว 55 เปอร์เซ็นต์ ห่างจากที่ผู้บริหารคาดไว้หลายเท่า และที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือไม่มีใครในองค์กรรู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะโดยปกติเคสหนึ่งจะถูกส่งให้คนเดียวประเมิน ไม่มีใครเคยเห็นคำตอบอีกเวอร์ชันที่เป็นไปได้

เรื่องนี้ชี้ไปที่ปัญหาที่คนทำงานพูดถึงกันน้อยมาก เราคุ้นเคยกับคำว่า “อคติ” จนใช้มันอธิบายทุกความผิดพลาดของการตัดสินใจ แต่ความผิดพลาดอีกประเภทหนึ่งที่แพงพอกันคือ “ความแปรปรวน” ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนอคติเลย

ความต่างของสองอย่างนี้อยู่ที่ทิศทาง อคติคือการที่ทุกคนพลาดไปทางเดียวกัน เช่น ทั้งทีมประเมินเวลางานต่ำกว่าความจริงเสมอ พอเห็นแพตเทิร์นแบบนี้เราจะจับได้ไม่ยาก เพราะมันเล่าเป็นเรื่องได้ ส่วนความแปรปรวนคือการที่คำตอบกระจัดกระจายไปคนละทิศโดยไม่มีแบบแผน คนหนึ่งประเมินสูงไป อีกคนต่ำไป เฉลี่ยแล้วอาจดูเหมือนไม่มีปัญหา ทั้งที่ทุกครั้งที่ตัดสินจริงมีคนได้รับผลจากคำตอบที่คลาดเคลื่อนอยู่ดี

ในที่ทำงานเราเจอเรื่องนี้บ่อยกว่าที่คิด หัวหน้าสองคนอ่านใบสมัครของคนคนเดียวกันแล้วให้คะแนนห่างกันสองระดับ กรรมการสัมภาษณ์สามคนออกจากห้องพร้อมข้อสรุปคนละแบบทั้งที่ฟังคำตอบชุดเดียวกัน หรือการประเมินผลปลายปีที่ผลลัพธ์ของน้องคนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นเขาอยู่ใต้หัวหน้าคนไหนมากพอ ๆ กับที่ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำงานได้ดีแค่ไหน

สิ่งที่ทำให้ความแปรปรวนอันตรายเป็นพิเศษคือมันมองไม่เห็นจากมุมของคนตัดสิน เวลาเราประเมินอะไรสักอย่าง เราจะเห็นแค่คำตอบของตัวเองซึ่งดูสมเหตุสมผลเสมอ เพราะเราเพิ่งคิดมันมาเอง เราไม่มีทางรู้ว่าถ้าเป็นเพื่อนร่วมงานอีกคนดูข้อมูลชุดเดียวกัน เขาจะเห็นเป็นอีกภาพหนึ่ง ความแปรปรวนจึงเผยตัวเฉพาะตอนที่เอาการตัดสินหลาย ๆ อันมาวางเรียงข้างกันเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมส่วนใหญ่ไม่เคยทำ

และมันไม่ได้เกิดระหว่างคนสองคนเท่านั้น คนคนเดียวกันก็แปรปรวนกับตัวเองได้ งานชิ้นเดียวกันที่อ่านตอนเช้าวันจันทร์กับอ่านตอนหกโมงเย็นวันศุกร์ อาจได้ความเห็นคนละน้ำหนัก เคสที่เพิ่งดูมาก่อนหน้านี้ก็มีผลต่อการมองเคสถัดไป เพราะสมองเราเปรียบเทียบของที่อยู่ใกล้กันโดยอัตโนมัติ

ทางออกไม่ใช่การขอให้ทุกคน “ตั้งใจกว่านี้” เพราะความแปรปรวนไม่ได้เกิดจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดจากการที่เราปล่อยให้การตัดสินเกิดขึ้นแบบรวมทั้งก้อนในหัว แล้วดึงข้อสรุปออกมาเป็นความรู้สึกเดียว

สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการเปลี่ยนโครงของการตัดสิน แทนที่จะถามว่า “ข้อเสนอนี้ดีไหม” ให้แตกออกเป็นมิติย่อยที่ต้องให้คะแนนแยกกันก่อน เช่น ความชัดของโจทย์ ความเป็นไปได้ของแผน ความเสี่ยงที่ยังไม่ถูกพูดถึง แล้วค่อยประกอบกลับเป็นข้อสรุป การทำแบบนี้ลดความแปรปรวนได้เพราะมันบังคับให้ทุกคนเดินผ่านทางเดียวกัน แทนที่จะให้แต่ละคนหาทางของตัวเองในความมืด

อีกวิธีที่ต้นทุนต่ำมากคือการทดลองเล็ก ๆ ในทีม หยิบเคสเก่าที่ตัดสินไปแล้วหนึ่งเคส ส่งให้สามคนประเมินแยกกันโดยไม่คุยกันก่อน แล้วเอาคำตอบมาวางเทียบ ถ้าผลออกมาใกล้กันแปลว่าเกณฑ์ในหัวของทีมตรงกันจริง ถ้าออกมาห่างกันมาก นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นข้อมูลชิ้นที่มีค่าที่สุดที่ทีมจะได้ในสัปดาห์นั้น

จุดที่อยากให้กลับมามองคือวิธีคิด เรามักปรับปรุงการตัดสินใจด้วยการหาข้อมูลเพิ่ม หาเครื่องมือใหม่ หรือหาคนที่เก่งกว่ามาช่วยดู ทั้งที่บ่อยครั้งของที่ขาดไม่ใช่ข้อมูล แต่คือ “กระบวนการที่ทำให้คนหลายคนตัดสินเรื่องเดียวกันด้วยวิธีเดียวกัน” การคิดที่ดีจึงไม่ได้จบที่การคิดให้คมคนเดียว แต่รวมถึงการออกแบบให้ความคมนั้นทำซ้ำได้โดยคนอื่นด้วย

ย้อนกลับไปที่การตัดสินใจสำคัญครั้งล่าสุดของทีมคุณ ถ้าวันนั้นเป็นเพื่อนร่วมงานอีกคนที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ตัวเดียวกัน ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน คำตอบจะออกมาเหมือนเดิมไหม และถ้าไม่ ทีมของคุณกำลังตัดสินด้วยเกณฑ์ หรือกำลังตัดสินด้วยว่าใครบังเอิญเป็นคนดูเรื่องนี้