“งานนี้ไม่ตรงสายเรา” ประโยคที่ทำให้เราปิดโอกาสเรียนรู้ด้วยตำแหน่งที่ตัวเองยึดไว้
“งานนี้ไม่ตรงสายเราเท่าไหร่” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยในที่ทำงาน และส่วนใหญ่พูดออกมาด้วยความหวังดีต่อตัวเอง เพราะมันฟังเหมือนการรู้จักขอบเขตของตัวเอง รู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่
แต่ถ้าฟังให้ดี ประโยคนี้ซ่อนสมมติฐานอยู่หนึ่งข้อ คือเราเชื่อว่า “สาย” ของเราเป็นของแข็งที่มีรูปทรงชัดเจน และเชื่อว่ารูปทรงนั้นจะยังหน้าตาเหมือนเดิมในอีกสามปีข้างหน้า
ความเป็นจริงในองค์กรตอนนี้เดินไปคนละทางกับสมมติฐานนั้น หลายรายงานเรื่องแนวโน้มการพัฒนาคนในปีนี้พูดตรงกันเรื่องหนึ่ง คือเนื้องานจริงเปลี่ยนเร็วกว่าเอกสารที่เขียนอธิบายตำแหน่งนั้น ๆ องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มขยับจากการมองคนเป็น “ตำแหน่ง” ไปมองเป็น “ชุดของทักษะ” แทน เพราะเวลาต้องจัดคนลงงานใหม่ที่ยังไม่มีชื่อเรียก การถามว่าใครทำอะไรเป็นบ้างใช้ได้จริงกว่าการถามว่าใครอยู่กล่องไหนบนผังองค์กร
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ถ้าองค์กรกำลังเปลี่ยนวิธีมอง แล้วเรามองตัวเองด้วยวิธีไหนอยู่
คนส่วนใหญ่ยังตอบคำถาม “คุณทำงานอะไร” ด้วยชื่อตำแหน่ง ซึ่งไม่ผิด แต่มันมีผลข้างเคียงที่มองไม่เห็น เพราะการนิยามตัวเองด้วยตำแหน่งทำให้เราเก็บประสบการณ์ในรูปแบบที่เอาไปใช้ที่อื่นไม่ได้ เราจำได้ว่า “เคยดูแลโปรเจกต์ A” “เคยทำแคมเปญ B” ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะที่มีความหมายเฉพาะในองค์กรเดิมเท่านั้น พอต้องขยับไปทำอย่างอื่น เราเลยรู้สึกว่าต้องเริ่มจากศูนย์ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่
สิ่งที่ขาดไปไม่ใช่ประสบการณ์ แต่คือการ “ถอดทักษะ” ออกมาจากประสบการณ์นั้น
ลองเทียบสองวิธีเล่าเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งบอกว่าเคยเป็นคนดูแลการจัดอีเวนต์ประจำปีของบริษัท อีกคนบอกว่าเคยทำงานที่ต้องประสานคนแปดฝ่ายที่มีเป้าหมายไม่ตรงกัน ภายใต้เวลาที่ขยับไม่ได้ และต้องตัดสินใจแทนทีมในวันงานโดยข้อมูลไม่ครบ สองประโยคนี้มาจากงานเดียวกัน แต่ประโยคหลังคือทักษะที่ยกไปวางในบริบทไหนก็ยังมีค่า ส่วนประโยคแรกคือชื่องาน
การถอดทักษะแบบนี้เป็นงานของการคิดมากกว่างานของความจำ มันคือการมองประสบการณ์ในระดับที่ลึกกว่าชื่อกิจกรรม แล้วถามว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราทำได้คืออะไร ปัญหาแบบไหนที่เราจัดการเป็น และเงื่อนไขแบบไหนที่ทำให้เราทำได้ดี คนที่ถอดได้จะเห็นว่าตัวเองมีของมากกว่าที่เคยคิด และเห็นด้วยว่าตรงไหนที่ยังบาง
ผลพลอยได้อีกอย่างคือมันเปลี่ยนวิธีเลือกงานที่จะรับ ถ้าเรามองด้วยตำแหน่ง คำถามจะเป็น “งานนี้ตรงสายไหม” ซึ่งคัดออกได้เร็วแต่คัดผิดบ่อย ถ้าเรามองด้วยทักษะ คำถามจะกลายเป็น “งานนี้จะทำให้ทักษะตัวไหนของเราหนาขึ้น และมันเป็นตัวที่เราอยากให้หนาขึ้นจริงหรือเปล่า” คำถามหลังพาเราไปเจองานที่หน้าตาไม่คุ้น แต่ฝึกของที่ใช่
จุดที่ต้องระวังคือเรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าให้รับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแล้วเรียกมันว่าการเรียนรู้ การกระจายตัวเองบางเกินไปก็ทำให้ไม่มีอะไรลึกพอจะเป็นจุดแข็ง สิ่งที่ต่างกันอยู่ที่ว่าเรามีภาพของทักษะที่อยากสะสมอยู่ในหัวหรือไม่ ถ้ามี งานที่ดูไม่ตรงสายหลายอย่างจะกลายเป็นทางลัด ถ้าไม่มี มันก็จะเป็นแค่ความยุ่งที่ไม่ทิ้งอะไรไว้
วิธีเริ่มที่ทำได้ในสัปดาห์นี้คือหยิบงานที่เพิ่งทำเสร็จมาหนึ่งชิ้น แล้วเขียนสามบรรทัด บรรทัดแรกเล่าว่างานนั้นคืออะไรตามชื่อของมัน บรรทัดที่สองเล่าใหม่โดยห้ามใช้ชื่อโปรเจกต์ ชื่อทีม หรือชื่อลูกค้า ให้เล่าว่าเป็นปัญหาแบบไหนและเราจัดการมันอย่างไร บรรทัดที่สามเขียนว่าถ้าต้องทำงานลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้ง เราจะทำอะไรต่างจากเดิม
สามบรรทัดนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที แต่มันเปลี่ยนสถานะของประสบการณ์จาก “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว” ให้กลายเป็น “ของที่ถือติดตัวไปได้”
ตำแหน่งเป็นสิ่งที่องค์กรให้เรา และองค์กรก็เอาคืนได้ทุกเมื่อเมื่อโครงสร้างเปลี่ยน ส่วนทักษะที่เราถอดออกมาเป็นคำพูดของตัวเองได้ ไม่มีใครยึดไปจากเราได้เลย
แล้วถ้าพรุ่งนี้ชื่อตำแหน่งของคุณหายไป คุณจะอธิบายว่าตัวเองทำอะไรเป็นด้วยประโยคแบบไหน