การฝึกที่ “รู้สึกว่าได้ผล” มักคือการฝึกที่ได้ผลน้อยที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่หลายคนซ้อมผิดวิธีมาทั้งชีวิต
ความรู้สึกว่า “วันนี้ฝึกแล้วดีขึ้นชัดเลย” เป็นสัญญาณที่เชื่อถือไม่ได้เท่าที่เราคิด และในหลายกรณีมันเป็นสัญญาณที่กลับด้านด้วยซ้ำ
มีงานทดลองคลาสสิกชิ้นหนึ่งของ Kornell และ Bjork ที่ให้คนดูภาพเขียนของศิลปินหลายคนเพื่อฝึกแยกให้ออกว่าภาพไหนเป็นของใคร กลุ่มแรกดูแบบเรียงเป็นบล็อก คือดูงานของศิลปินคนหนึ่งติดกันจนครบแล้วค่อยขยับไปคนถัดไป ส่วนกลุ่มที่สองดูแบบสลับไปมาระหว่างศิลปินหลายคน
พอถึงเวลาทดสอบด้วยภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กลุ่มที่ดูแบบสลับทำคะแนนได้ราว 59 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่ดูเรียงเป็นบล็อกได้ราว 36 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ เมื่อถามผู้เข้าร่วมว่าวิธีไหนช่วยให้เรียนรู้ได้ดีกว่า คนส่วนใหญ่ตอบว่าแบบเรียงเป็นบล็อก รวมถึงคนที่เพิ่งทำคะแนนได้ดีกว่าจากวิธีสลับด้วย
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า interleaving หรือการฝึกแบบสลับสับเปลี่ยน และมันถูกยืนยันซ้ำในหลายบริบท ทั้งการเรียนคณิตศาสตร์ กีฬา และการแยกประเภทของสิ่งต่าง ๆ แพตเทิร์นที่พบเหมือนกันคือ ระหว่างฝึกจะรู้สึกยากกว่าและทำได้แย่กว่า แต่ตอนวัดผลจริงกลับดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลอยู่ที่ว่าเรากำลังฝึกอะไรกันแน่
การฝึกซ้ำเรื่องเดิมติดกันเป็นบล็อกทำให้เราเก่งขึ้นในการ “ทำ” สิ่งนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าโจทย์ตรงหน้าเป็นประเภทไหนและต้องหยิบวิธีไหนมาใช้ สมองไม่ต้องเลือก มันแค่ทำซ้ำ ส่วนการฝึกแบบสลับบังคับให้เราต้องทำสิ่งที่ยากกว่าหนึ่งชั้น นั่นคือ “ตัดสินก่อนว่านี่คือโจทย์ประเภทไหน” ก่อนจะลงมือ
และในชีวิตการทำงานจริง เกือบทุกสถานการณ์เริ่มต้นที่ขั้นตอนหลังนี้เสมอ ไม่มีใครเดินมาบอกเราว่าปัญหาที่กำลังจะเล่าให้ฟังเป็นปัญหาเรื่องคน เรื่องกระบวนการ หรือเรื่องความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน เราต้องแยกเอง คนที่ฝึกมาแบบบล็อกทั้งชีวิตจึงมีคลังวิธีแก้เยอะ แต่หยิบมาใช้ผิดประเภทบ่อย
ในที่ทำงาน การฝึกแบบบล็อกหน้าตาเป็นอย่างไร หน้าตาของมันคือการทำงานประเภทเดิมซ้ำ ๆ อยู่ในหน้าที่เดิม กับลูกค้ากลุ่มเดิม ด้วยโจทย์ที่คุ้นเคย ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองคล่องขึ้นทุกปี ความคล่องนั้นจริง แต่มันคือความคล่องในการทำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร ไม่ใช่ความคล่องในการเจอของใหม่แล้วรู้ว่าจะเริ่มตรงไหน
ส่วนการฝึกแบบสลับในที่ทำงาน คือสิ่งที่เรามักหลีกเลี่ยงเพราะมันทำให้ดูไม่เก่ง เช่น การเข้าไปช่วยโปรเจกต์ที่ไม่ใช่สายตัวเอง การรับโจทย์จากลูกค้าคนละอุตสาหกรรม การสลับบทบาทจากคนทำมาเป็นคนรีวิว ทุกอย่างนี้ทำให้ผลงานระยะสั้นดูแย่ลง และทำให้เรารู้สึกว่ากำลังเสียเวลา ทั้งที่มันคือช่วงที่เรากำลังฝึกทักษะที่แพงที่สุด
ข้อควรระวังคือ interleaving ไม่ได้แปลว่ายิ่งสะเปะสะปะยิ่งดี งานวิจัยชี้ว่าประโยชน์ของมันมาจากการที่เราได้ “เปรียบเทียบ” สิ่งที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน จนเห็นเส้นแบ่งระหว่างมันชัดขึ้น การสลับที่ได้ผลจึงเป็นการสลับระหว่างของที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน ไม่ใช่การกระโดดไปทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยทุกสัปดาห์
วิธีเอาไปใช้ที่ไม่ต้องรื้อชีวิต คือเปลี่ยนวิธีทบทวนงานของตัวเอง แทนที่จะรีวิวงานทีละโปรเจกต์จนจบแล้วขึ้นโปรเจกต์ใหม่ ให้ลองหยิบงานสามชิ้นที่ต่างกันมาวางเทียบกัน แล้วถามว่าอะไรคือสิ่งที่เหมือนกัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้มันต้องใช้วิธีต่างกัน คำถามนี้คือ interleaving แบบย่อส่วน และมันสร้างสิ่งที่การทำงานซ้ำ ๆ ไม่เคยสร้างให้ นั่นคือเกณฑ์ในการแยกประเภทของปัญหา
จุดที่อยากชวนกลับมามองคือมาตรวัดที่เราใช้ตัดสินว่าตัวเองกำลังพัฒนาหรือเปล่า ส่วนใหญ่เราใช้ความรู้สึกลื่นไหลระหว่างทำเป็นตัววัด ทั้งที่ความลื่นไหลบอกแค่ว่าเรากำลังทำสิ่งที่คุ้นเคย งานวิจัยชุดนี้กำลังบอกว่าเงื่อนไขที่ทำให้เราเรียนรู้ได้ดีที่สุด มักมีหน้าตาเหมือนเงื่อนไขที่ทำให้เรารู้สึกแย่ที่สุดในระหว่างนั้น
ถ้าปีที่ผ่านมาคุณทำงานได้ลื่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่เคยรู้สึกงงกับโจทย์ตรงหน้าเลยสักครั้ง นั่นอาจไม่ใช่หลักฐานว่าคุณเก่งขึ้น แต่เป็นหลักฐานว่าโจทย์ของคุณไม่ได้เปลี่ยนเลยต่างหาก