dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การทำงานในยุค AI1 ก.ย. 2569

“ถาม AI ดูก่อน” ประโยคที่ทำให้ได้คำตอบเร็วขึ้น และทำให้บทเรียนที่มากับการถามคนหายไปเงียบ ๆ

“ถาม AI ดูก่อนสิ” เป็นประโยคที่เราพูดกันจนกลายเป็นมารยาทใหม่ในที่ทำงาน มันฟังดูเกรงใจ ฟังดูรับผิดชอบ และมันช่วยให้เพื่อนร่วมงานไม่ต้องเสียเวลากับคำถามพื้นฐาน

ตัวเลขจากปี 2026 ยืนยันว่าเรากำลังทำแบบนั้นกันจริงจังมาก ผลสำรวจของ MyIQ ที่เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคมพบว่าราวเจ็ดสิบสี่เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้ AI เป็นประจำ เอาคำถามที่เมื่อก่อนจะถามเพื่อนร่วมงานไปถามแชตบอตแทน ที่น่าสนใจกว่านั้นคือตัวเลขรอง มีราวห้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าตัวเองขอความเห็นที่สองจากคนอื่นน้อยลงกว่าเดิม และราวสี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์บอกว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นเองระหว่างวันลดลง

คำถามหนึ่งคำถาม เคยพ่วงอะไรมาด้วยบ้าง

ตอนที่เรายังเดินไปถามพี่ที่โต๊ะข้าง ๆ ว่ารายงานตัวนี้ต้องใส่อะไรบ้าง สิ่งที่เราได้กลับมาไม่เคยมีแค่คำตอบ

เราได้ยินน้ำเสียงที่บอกว่าคำถามนี้เป็นเรื่องปกติหรือเป็นเรื่องที่เขาก็ยังงงอยู่ เราได้ประโยคแถมว่า “อ๋อ อันนี้เมื่อก่อนเราทำอีกแบบนะ แต่ปีที่แล้วลูกค้าไม่เอา เลยเปลี่ยน” เราได้รู้ว่าใครในบริษัทเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้จริง ๆ และบางครั้งเราได้คำถามกลับที่ทำให้รู้ว่าเรากำลังแก้โจทย์ผิดข้อตั้งแต่ต้น

ทั้งหมดนั้นคือบริบท เป็นข้อมูลที่ไม่มีอยู่ในเอกสารไหน ไม่ได้ถูกเขียนไว้ที่ไหน และไม่มีทางอยู่ในคำตอบของ AI เพราะมันไม่เคยอยู่ในที่ที่ AI อ่านได้ ตอนที่เราตัดคำถามออกจากคนไปให้เครื่อง เราไม่ได้ประหยัดแค่เวลาของเพื่อน เราตัดช่องทางที่บริบทเคยเดินทางผ่านออกไปด้วย

ด้านที่หัวหน้าทีมควรกังวลมากกว่าด้านที่พนักงานกังวล

ในกรอบการพัฒนาคนแบบ 70-20-10 ส่วนที่เรียกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์คือการเรียนรู้จากคนรอบตัว และมันไม่เคยเกิดขึ้นในห้องเรียน มันเกิดในบทสนทนาสั้น ๆ ที่ไม่มีใครนัดไว้ล่วงหน้า

คำถามที่น้องใหม่เดินมาถามคือช่วงเวลาที่หัวหน้าได้เห็นว่าเขาคิดยังไง ติดตรงไหน และเข้าใจโจทย์แค่ไหน มันเป็นทั้งข้อมูลสำหรับวินิจฉัย และเป็นโอกาสสอนที่ต้นทุนต่ำที่สุดในวัน พอคำถามพวกนั้นถูกส่งไปหา AI หมด หัวหน้าจะได้เวลาคืนมาจริง แต่จะสูญเสียสัญญาณเกือบทั้งหมดที่เคยใช้บอกว่าใครกำลังไปได้ดีและใครกำลังหลงทาง สิ่งที่เหลือคือการเห็นผลงานตอนส่ง ซึ่งเป็นจุดที่สายเกินกว่าจะสอนอะไรได้มาก

ทางใช้จริง แยกคำถามออกเป็นสองกอง

เรื่องนี้ไม่ได้จบที่การเลิกใช้ AI เพราะการเดินไปถามคนทุกเรื่องก็ไม่ใช่การทำงานที่ดี สิ่งที่ควรทำคือมีเกณฑ์ในการเลือกว่าคำถามไหนควรไปทางไหน

เกณฑ์ที่ใช้ง่ายที่สุดคือถามตัวเองว่า คำถามนี้มีคำตอบที่ถูกต้องแบบสากล หรือมีคำตอบที่ถูกต้องเฉพาะในบริษัทเรา ถ้าเป็นแบบแรก เช่น สูตรคำนวณ วิธีเขียนโค้ด หรือหลักการทั่วไป การถาม AI คือทางที่เร็วกว่าและไม่เสียอะไรเลย แต่ถ้าเป็นแบบหลัง เช่น ทำไมโปรเจกต์นี้ถึงถูกออกแบบมาแบบนี้ ลูกค้าเจ้านี้แพ้ทางอะไร หรือทีมเราเคยลองวิธีนี้แล้วหรือยัง คำตอบที่ AI ให้จะฟังดูสมเหตุสมผลแต่ไม่มีทางถูก เพราะมันไม่รู้ประวัติศาสตร์ของทีมเรา

อีกวิธีที่ใช้ได้ผลคือกลับด้านลำดับ ให้ถาม AI ก่อนเพื่อร่างความเข้าใจของตัวเอง แล้วค่อยเอาสิ่งที่ได้ไปคุยกับคนในทีมในฐานะ “ข้อเสนอ” ไม่ใช่ “คำถาม” การเดินไปบอกพี่ว่า “ผมเข้าใจแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าตรงกับที่ทีมทำอยู่หรือเปล่า” จะได้บทสนทนาที่ลึกกว่าการถามลอย ๆ มาก และรักษาช่องทางของบริบทเอาไว้ได้โดยไม่เสียความเร็ว

ปิดท้าย

ความสะดวกมักถูกจ่ายด้วยของที่เราไม่ทันสังเกตว่ากำลังจ่าย ในกรณีนี้สิ่งที่จ่ายไปคือบทสนทนาที่เคยพ่วงเหตุผล ประวัติศาสตร์ และคนที่ควรรู้จักมาให้เราฟรี ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา คำถามที่คุณส่งให้ AI มีกี่ข้อที่ถ้าถามคนในทีมแทน คุณจะได้กลับมามากกว่าคำตอบ