dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การบริหารคน & ภาวะผู้นำ1 ก.ย. 2569

ก่อนจะสอนน้อง ต้องรู้ก่อนว่าเขาติดที่ “ไม่รู้” “ไม่เข้าใจ” หรือ “ไม่กล้า”

มีตัวเลขหนึ่งจากการสำรวจด้านการพัฒนาผู้นำในปี 2026 ที่น่าหยุดคิด เมื่อถามองค์กรว่าหัวหน้าของตัวเองโค้ชและให้ฟีดแบ็กได้ดีแค่ไหนในระดับหนึ่งถึงสิบ มีถึงราวห้าสิบหกเปอร์เซ็นต์ที่ให้คะแนนห้าหรือต่ำกว่า และมีเพียงราวสิบสี่เปอร์เซ็นต์ที่ให้คะแนนแปดขึ้นไป

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำ แต่คือการที่หัวหน้าเกือบทุกคนสอนงานอยู่ทุกวัน แล้วผลลัพธ์ยังออกมาแบบนี้ แปลว่าปัญหาน่าจะไม่ได้อยู่ที่ “สอนน้อยไป” และไม่น่าจะอยู่ที่เทคนิคการพูดด้วย

เรากระโดดไปที่วิธีแก้ ก่อนจะรู้ว่ามันเป็นปัญหาอะไร

ฉากที่เกิดซ้ำในทีมส่วนใหญ่หน้าตาแบบนี้ น้องส่งงานมา งานไม่ได้อย่างที่คิดไว้ หัวหน้าเปิดไฟล์ดูสามนาที แล้วเริ่มอธิบายว่าที่ถูกควรทำยังไง อธิบายเสร็จก็ให้กลับไปแก้ ทุกฝ่ายรู้สึกว่าวันนี้ได้สอนงานและได้เรียนรู้กันแล้ว

ปัญหาคือคำอธิบายชุดเดียวนั้นถูกใช้กับสาเหตุที่ต่างกันมาก งานที่ไม่ได้ตามคาดชิ้นหนึ่งอาจเกิดเพราะน้องไม่รู้ว่ามีข้อมูลชุดนี้อยู่ อีกชิ้นอาจเกิดเพราะเขามีข้อมูลครบแต่ตีความโจทย์คนละแบบกับเรา และอีกชิ้นอาจเกิดเพราะเขารู้และเข้าใจดี แต่ไม่กล้าเสนอทางที่ต่างจากที่หัวหน้าเคยพูดไว้ในที่ประชุม

สามอย่างนี้คือคนละโรค แต่เราจ่ายยาตัวเดียวกันเพราะอาการภายนอกเหมือนกัน

แยกให้ออกสามแบบ แล้ววิธีพัฒนาจะเปลี่ยนทันที

แบบแรกคือ “ไม่รู้” ซึ่งเป็นช่องว่างของข้อมูล น้องไม่เคยเห็นรายงานฉบับก่อน ไม่รู้ว่าลูกค้าเจ้านี้เคยปฏิเสธแนวทางนี้มาแล้ว หรือไม่รู้ว่าทีมข้าง ๆ ทำเรื่องคล้ายกันอยู่ อาการนี้แก้ง่ายที่สุดและเป็นแบบเดียวที่การบอกตรง ๆ ได้ผลจริง

แบบที่สองคือ “ไม่เข้าใจ” ซึ่งเป็นช่องว่างของวิธีคิด เขามีข้อมูลครบ แต่ประกอบมันไม่เหมือนเรา เพราะเขายังไม่มีกรอบที่เราใช้ตัดสินว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร อาการนี้แก้ไม่ได้ด้วยการบอกคำตอบ เพราะถ้าบอก เขาจะได้คำตอบของงานชิ้นนี้ไป แล้วชิ้นหน้าก็ติดที่เดิม สิ่งที่ได้ผลคือให้เขาเล่าก่อนว่าทำไมถึงเลือกทางนี้ แล้วเราค่อยชี้ว่าตอนที่เราอ่านโจทย์เดียวกัน เราให้น้ำหนักอะไรต่างจากเขาตรงไหน สิ่งที่เราส่งมอบคือเกณฑ์ ไม่ใช่คำตอบ

แบบที่สามคือ “ไม่กล้า” ซึ่งเป็นช่องว่างของความปลอดภัย เขารู้ เขาเข้าใจ และเขาเห็นทางที่ดีกว่า แต่เขาประเมินแล้วว่าการเสนอมันมีความเสี่ยงมากกว่าการทำตามที่คาดว่าหัวหน้าอยากได้ อาการนี้เป็นแบบเดียวที่ยิ่งสอนยิ่งแย่ เพราะทุกครั้งที่เราอธิบายว่าที่ถูกคืออะไร เรากำลังยืนยันกับเขาว่าการเดาใจหัวหน้าคือกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด

ทางใช้จริง ถามหนึ่งคำถามก่อนจะเริ่มสอน

เครื่องมือที่ใช้ได้พรุ่งนี้เลยไม่ซับซ้อน ก่อนจะเปิดปากอธิบาย ให้ถามคำถามเดียวว่า ตอนที่ตัดสินใจทำแบบนี้ ตอนนั้นเห็นอะไรอยู่บ้าง

คำตอบจะแยกสามแบบข้างต้นออกจากกันเกือบทันที ถ้าเขาเล่าแล้วขาดข้อมูลบางชิ้น นั่นคือแบบแรก ถ้าข้อมูลครบแต่ลำดับความสำคัญคนละแบบ นั่นคือแบบที่สอง และถ้าเขาลังเลก่อนตอบ หรือตอบว่าคิดอีกทางไว้เหมือนกันแต่ไม่แน่ใจว่าจะเสนอดีไหม นั่นคือแบบที่สาม ซึ่งเป็นคำตอบที่เราต้องฟังให้ดีที่สุด เพราะมันไม่ได้บอกเรื่องน้อง มันบอกเรื่องเรา

นี่คือจุดที่การพัฒนาคนวกกลับมาที่การคิด กรอบ 70-20-10 บอกว่าคนโตจากหน้างานเป็นหลัก แต่หน้างานจะสอนอะไรได้ก็ต่อเมื่อมีคนช่วยชี้ว่าที่พลาดไปนั้นพลาดตรงชั้นไหน การวินิจฉัยจึงไม่ใช่ขั้นตอนเสริมก่อนสอน มันคือตัวการพัฒนาคนเอง

ปิดท้าย

หัวหน้าที่พัฒนาคนได้จริง ไม่ได้เก่งเรื่องอธิบายมากกว่าคนอื่น เขาแค่ใช้เวลาสามนาทีแรกไปกับการหาว่าปัญหาอยู่ชั้นไหน ก่อนจะเลือกว่าจะพูดอะไร

ครั้งล่าสุดที่งานของทีมออกมาไม่ตรงที่คุณคิดไว้ คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาติดที่ชั้นไหน หรือคุณเริ่มอธิบายไปก่อนแล้ว