dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การพัฒนาตัวเอง & การเรียนรู้4 ก.ย. 2569

ครั้งล่าสุดที่คุณมี “ความเห็นของตัวเอง” มันเกิดจากอะไร?

ถ้ามีคนถามคุณตอนนี้ว่าคิดยังไงกับเรื่องที่ทีมกำลังถกกันอยู่ คำตอบที่ออกจากปากคุณ มาจากไหน

หลายครั้งถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองจริง ๆ เราจะพบว่ามันมาจากคลิปที่เพิ่งดู โพสต์ที่เพิ่งอ่าน หรือประโยคที่คนที่เราชื่นชมเคยพูดไว้ เราหยิบมันมาใช้ได้คล่องมาก เรียบเรียงได้ดี ฟังดูมีน้ำหนัก และเราเชื่อว่ามันคือความเห็นของเรา

คำถามที่ไม่ค่อยมีใครถามต่อคือ ถ้าเอาแหล่งพวกนั้นออกไปทั้งหมด จะยังเหลืออะไรอยู่บ้าง

เรารับเข้ามาเยอะขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคิดมากขึ้น

คนทำงานสายความรู้ทุกวันนี้บริโภคข้อมูลในหนึ่งสัปดาห์ มากกว่าที่คนเมื่อยี่สิบปีก่อนบริโภคในหนึ่งเดือน พอดแคสต์ระหว่างขับรถ สรุปหนังสือระหว่างรอประชุม บทความที่เพื่อนแชร์มาระหว่างกินข้าว มันรู้สึกเหมือนการพัฒนาตัวเองที่ต่อเนื่องมาก

แต่การเรียนรู้มีขั้นตอนหนึ่งที่หายไปเงียบ ๆ ในวิถีแบบนี้ นักจิตวิทยาการเรียนรู้เรียกมันว่า generation effect ซึ่งพูดง่าย ๆ คือข้อมูลที่เรา “ผลิตออกมาเอง” ถูกจดจำและเชื่อมโยงได้ดีกว่าข้อมูลที่เราแค่ “อ่านผ่าน” อย่างมีนัยสำคัญ การนึกเอง เขียนเอง อธิบายเอง ทำให้สมองต้องประกอบชิ้นส่วนขึ้นมาใหม่ ส่วนการอ่านผ่านทำให้สมองแค่รับรู้ว่ามันคุ้นเคย

ความคุ้นเคยนี่แหละคือตัวปลอม เพราะพอเราอ่านอะไรที่เขียนดี เรียบเรียงมาแล้วอย่างดี เราจะรู้สึกว่าเข้าใจทันที ความรู้สึกนั้นแทบแยกไม่ออกจากความเข้าใจจริง จนกว่าจะถึงวันที่มีคนถามให้เราอธิบายด้วยคำของตัวเอง

ความคิดของตัวเองไม่ได้เกิดจากการรับ แต่เกิดจากการปะทะ

สิ่งที่ทำให้ความคิดกลายเป็นของเรา ไม่ใช่จำนวนแหล่งที่เราอ่าน แต่คือการที่ความคิดนั้นถูกทดสอบกับอะไรบางอย่าง

การทดสอบที่ได้ผลที่สุดมีสามแบบและทุกแบบเรียกร้องแรงจากเรา แบบแรกคือเอาไปใช้จริงแล้วดูว่ามันพังตรงไหน แบบที่สองคือเอาไปอธิบายให้คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ฟัง แล้วดูว่าเราติดขัดตรงไหน แบบที่สามคือเอาไปวางข้างความคิดที่ขัดแย้งกับมัน แล้วดูว่าเรายังยืนอยู่ตรงไหนได้บ้าง

จะเห็นว่าทั้งสามแบบไม่ใช่การ “รับเพิ่ม” แต่เป็นการทำให้สิ่งที่รับมาแล้วมันเคลื่อนที่ ความรู้ที่ไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายจะอยู่ในหัวเราเหมือนของที่ยังไม่แกะกล่อง มันมีอยู่จริง แต่หยิบใช้ไม่ได้

ทางที่ทำได้จริงโดยไม่ต้องอ่านน้อยลง

ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่าให้เลิกอ่านหรือเลิกฟัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการรับ แต่อยู่ที่อัตราส่วนระหว่างการรับกับการผลิต

วิธีที่ง่ายและไม่กินเวลาคือหลังจากอ่านหรือฟังอะไรจบ ให้เขียนสามบรรทัดโดยไม่กลับไปเปิดต้นฉบับ บรรทัดแรกคือแก่นของมันในภาษาของเราเอง บรรทัดที่สองคือจุดที่เราไม่เห็นด้วยหรือยังสงสัย บรรทัดที่สามคือสถานการณ์ในงานของเราที่มันน่าจะใช้ได้

สามบรรทัดนี้ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที แต่มันเปลี่ยนสถานะของสิ่งที่เพิ่งอ่านทันที จากข้อมูลที่ผ่านตา กลายเป็นวัตถุดิบที่ผ่านมือเรา และที่สำคัญกว่านั้นคือบรรทัดที่สองจะค่อย ๆ สอนคุณว่าตัวเองมีจุดยืนอยู่ตรงไหนจริง ๆ ในเรื่องนั้น

คนที่ทำแบบนี้สม่ำเสมอสักหกเดือนจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง เวลาเจอเรื่องใหม่ในสายงาน เขาจะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีแผนที่ความคิดของตัวเองอยู่แล้วให้เอาของใหม่ไปวางเทียบ ส่วนคนที่รับเข้ามาอย่างเดียวจะรู้สึกว่าทุกเรื่องใหม่คือเรื่องใหม่เสมอ

จุดที่มันวกกลับมาที่วิธีคิด

การพัฒนาตัวเองที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดที่ว่าเราสะสมความรู้ได้เท่าไหร่ แต่วัดที่ว่าเราคิดต่อจากมันได้ไกลแค่ไหน

และการคิดต่อจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความรู้นั้นถูกย่อยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีมองโลกของเรา ไม่ใช่ค้างอยู่ในรูปคำพูดของคนอื่นที่เราท่องได้

คนที่มีความเห็นของตัวเองจึงไม่ใช่คนที่อ่านมากที่สุด แต่คือคนที่ยอมเสียเวลากับขั้นตอนที่ไม่มีใครเห็น คือช่วงที่นั่งงงกับเรื่องหนึ่งอยู่คนเดียว ก่อนจะเรียบเรียงมันออกมาได้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร