อีเมลที่เขียนไว้ “กันเหนียว” ไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือการทำหลักฐาน
สี่โมงเย็นวันพฤหัส งานที่ควรส่งวันนี้ยังไม่ขยับ เพราะรออนุมัติจากอีกทีมหนึ่งอยู่
คนที่รับผิดชอบเปิดอีเมลขึ้นมา เขียนสรุปสถานะยาวสิบสองบรรทัด แนบไทม์ไลน์ย้อนหลังสามสัปดาห์ ใส่คำว่า “ตามที่เคยแจ้งไว้ในเมลก่อนหน้า” ไว้กลางย่อหน้าที่สอง แล้ว cc หัวหน้าของทั้งสองฝั่ง กดส่ง
ถ้าถามเขาว่าเพิ่งทำอะไร เขาจะตอบว่าอัปเดตความคืบหน้า แต่ถ้าถามว่าอีเมลฉบับนั้นต้องการให้คนอ่าน “ทำอะไรต่อ” เขาอาจตอบไม่ได้ทันที เพราะจริง ๆ แล้วอีเมลฉบับนั้นไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ใครทำอะไร มันถูกเขียนขึ้นเพื่อบันทึกว่าเขาทำหน้าที่ของตัวเองครบแล้ว
สองเป้าหมายที่แย่งพวงมาลัยกันอยู่
ทุกครั้งที่เราสื่อสารในที่ทำงาน มีเป้าหมายสองอย่างวิ่งอยู่พร้อมกัน
อย่างแรกคือทำให้อีกฝ่ายเข้าใจและขยับต่อได้ อย่างที่สองคือทำให้ตัวเราเองปลอดภัยจากการถูกตำหนิภายหลัง คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกอย่างที่สองอย่างตั้งใจ มันแค่ค่อย ๆ ขึ้นมาคุมพวงมาลัยในองค์กรที่คำถามหลังงานพังมักเริ่มด้วยคำว่า “ใคร” มากกว่า “อะไร”
ปัญหาคือสองเป้าหมายนี้ต้องการข้อความคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง
การสื่อสารเพื่อความเข้าใจต้องการความสั้น ต้องการการตัดสินใจแทนผู้อ่านว่าอะไรสำคัญที่สุด และต้องการความชัดถึงขั้นที่ถ้าเราเข้าใจผิด มันจะเห็นได้ทันที ส่วนการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยต้องการความครบ ต้องการการใส่ทุกอย่างไว้เผื่อ และต้องการความคลุมเครือมากพอที่จะตีความได้หลายทางเมื่อถึงเวลาที่ต้องตีความ
ข้อความหนึ่งฉบับจึงทำสองอย่างนี้พร้อมกันไม่ได้ และเมื่อเราไม่ได้เลือกอย่างรู้ตัว มันมักจบลงที่อย่างที่สองโดยอัตโนมัติ
ต้นทุนที่ไม่มีใครนับ
สิ่งที่น่าสนใจคือต้นทุนของการสื่อสารแบบกันตัวเองไม่ได้ตกอยู่กับคนเขียน มันตกอยู่กับคนอ่านและกับทีมทั้งทีม
คนอ่านต้องใช้เวลาสกัดหาว่าตกลงต้องทำอะไร บางคนอ่านแล้วรู้สึกว่าถูกตั้งการ์ดใส่ ก็เลยตอบกลับด้วยการตั้งการ์ดคืน วงจรนี้ขยายตัวเงียบ ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนเขียนยาวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตัดสินใจกันช้าลงเรื่อย ๆ
งานวิจัยด้านความปลอดภัยทางจิตใจในทีมชี้ไปทางเดียวกันว่าสภาพแวดล้อมที่การสื่อสารเน้นการป้องกันตัวและการหาคนผิด สัมพันธ์กับระดับความปลอดภัยทางจิตใจที่ต่ำลง คนจะพูดสิ่งที่ตัวเองไม่แน่ใจน้อยลง ซึ่งแปลว่าข้อมูลที่ทีมต้องใช้ตัดสินใจจะไปไม่ถึงคนตัดสินใจ
พูดอีกแบบคือปัญหานี้ไม่ได้จบที่ “อีเมลอ่านยาก” มันจบที่ทีมตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกกรองมาแล้วโดยความกลัว
จับตัวเองให้ทันตอนกำลังจะกด Send
วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือถามตัวเองสองคำถามก่อนส่งข้อความยาว ๆ
คำถามแรกคือ “ถ้าคนอ่านอ่านแค่บรรทัดแรก เขาจะรู้ไหมว่าต้องทำอะไรและภายในเมื่อไหร่” ถ้าคำตอบคือไม่ แปลว่าโครงสร้างของข้อความนี้ยังไม่ได้ถูกจัดเพื่อผู้อ่าน
คำถามที่สองซึ่งเจ็บกว่าคือ “ถ้ารู้แน่ ๆ ว่าจะไม่มีใครย้อนกลับมาถามหาคนผิดในเรื่องนี้เลย ฉันจะเขียนข้อความนี้ต่างจากเดิมไหม” ถ้าคำตอบคือจะสั้นลงครึ่งหนึ่ง แสดงว่าอีกครึ่งที่เหลือไม่ได้เขียนไว้ให้คนอ่าน แต่เขียนไว้ให้ตัวเราเองในอนาคต
ไม่ได้แปลว่าการบันทึกไม่จำเป็น บางเรื่องต้องมีร่องรอยจริง ๆ แต่ถ้าอย่างนั้นก็ควรแยกให้ชัดว่าตรงไหนคือส่วนที่ขอให้ทำ และตรงไหนคือส่วนที่บันทึกไว้อ้างอิง แทนที่จะผสมกันจนคนอ่านต้องเดาเอาเองว่าฉบับนี้เป็นข้อความหรือเป็นหลักฐาน
ที่สุดแล้วมันคือเรื่องของการคิดให้ชัดก่อนพูด
การสื่อสารที่ป้องกันตัวเองมักถูกมองว่าเป็นปัญหาเรื่องนิสัยหรือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่มันมีอีกส่วนที่อยู่ในมือเราโดยตรง
ก่อนจะเขียนอะไรออกไป ถ้าเราตอบตัวเองไม่ได้ว่า “ฉันต้องการให้เกิดอะไรขึ้นหลังจากคนอ่านอ่านจบ” ข้อความนั้นจะเติมความยาวเข้าไปแทนความชัดโดยอัตโนมัติ เพราะสมองเราจะพยายามครอบคลุมทุกความเป็นไปได้แทนที่จะเลือกความเป็นไปได้ที่สำคัญที่สุด
ความชัดในข้อความจึงไม่เคยเป็นเรื่องเทคนิคการเขียน มันเป็นภาพสะท้อนว่าเราคิดจบหรือยังว่าตกลงเรื่องนี้ต้องการอะไร และคนที่คิดจบแล้วมักไม่ต้องเขียนยาวเพื่อป้องกันตัวเอง เพราะความชัดเจนนั่นแหละคือเกราะที่ดีที่สุดอยู่แล้ว