“ดุทีไรก็ดีขึ้นทุกที” ประโยคที่ทำให้ทั้งองค์กรเชื่อในวิธีที่อาจไม่ได้ผลเลย
“ดุทีไรก็ดีขึ้นทุกที ชมทีไรก็หลุดทุกที”
ประโยคนี้เป็นข้อสรุปที่หัวหน้าหลายคนได้มาจากประสบการณ์ตรง ไม่ได้มาจากทฤษฎีที่ไหน เขาเห็นมันเกิดซ้ำ ๆ กับตาตัวเอง เดือนที่ยอดตก เรียกทีมมาคุยแรง ๆ เดือนถัดมายอดกลับขึ้น พอเดือนไหนงานออกมาดีมาก ชมกลางที่ประชุม เดือนถัดมากลับแผ่วลง
ประสบการณ์แบบนี้สร้างความเชื่อที่หนักแน่นมาก เพราะมันไม่ใช่การได้ยินมา แต่คือ “เห็นเอง” หลายรอบ
ปัญหาคือสิ่งที่เขาเห็น อาจไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขาทำเลย
ตัวเลขที่สุดขั้ว มักจะกลับเข้าหาค่ากลางเอง
เรื่องนี้เคยถูกอธิบายไว้ในงานของ Daniel Kahneman ตอนที่เขาไปสอนครูฝึกนักบิน ครูฝึกกลุ่มหนึ่งเถียงกับเขาว่าการชมทำให้นักบินแย่ลง เพราะเวลานักบินลงจอดได้สวยเป็นพิเศษแล้วชม เที่ยวถัดไปมักแย่ลง แต่พอด่าคนที่ลงจอดพัง เที่ยวถัดไปมักดีขึ้น
คำอธิบายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คำชมหรือคำด่า แต่อยู่ที่ธรรมชาติของตัวเลขที่มีความผันผวน ผลงานของคนคนหนึ่งไม่ได้คงที่ มันแกว่งอยู่รอบ ๆ ระดับความสามารถจริงของเขา วันที่ลงจอดสวยผิดปกติ คือวันที่บังเอิญทุกอย่างเข้าทาง เที่ยวถัดไปจึงมีแนวโน้มกลับมาอยู่ระดับปกติ ซึ่งแปลว่า “แย่ลง” เมื่อเทียบกับครั้งที่ดีเป็นพิเศษ ส่วนวันที่พังผิดปกติ ก็มีแนวโน้มกลับมาอยู่ระดับปกติเช่นกัน ซึ่งแปลว่า “ดีขึ้น”
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Regression to the Mean หรือการถดถอยเข้าสู่ค่าเฉลี่ย และมันจะเกิดขึ้นไม่ว่าหัวหน้าจะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไรเลย
จุดที่อันตรายคือเรามักเข้าไปทำอะไรบางอย่าง “ตอนที่ตัวเลขสุดขั้ว” พอดี ยอดตกหนักเราถึงเรียกประชุม ลูกค้าร้องเรียนเยอะผิดปกติเราถึงรื้อกระบวนการ พนักงานทำพลาดใหญ่เราถึงเข้าไปคุย ซึ่งเป็นจังหวะที่ตัวเลขกำลังจะกลับเข้าหาค่ากลางอยู่แล้ว
เราจึงได้เครดิตฟรีจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นเองอยู่ดี
มันแพงกว่าที่คิด
ถ้าเรื่องนี้จบแค่ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น
อย่างแรก มันทำให้เราเก็บวิธีที่ไม่ได้ผลไว้ในคลังเครื่องมือ หัวหน้าที่เชื่อว่าการกดดันแรง ๆ ได้ผล จะกดดันแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ตัวเลขตก และจะไม่มีวันเห็นว่ามันแลกมากับอะไรบ้าง
อย่างที่สอง มันทำให้เราทิ้งวิธีที่ได้ผลจริง เพราะเราเผลอไปทดลองมันในจังหวะที่ผลงานพุ่งสูงผิดปกติพอดี พอรอบถัดไปตัวเลขย่อลงตามธรรมชาติ เราก็สรุปว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้
อย่างที่สาม ในระดับองค์กร มันทำให้การประเมินโครงการเพี้ยนไปทั้งระบบ ทุกโปรเจกต์แก้ปัญหามักถูกอนุมัติในเดือนที่ปัญหาหนักที่สุด แล้วถูกวัดผลในเดือนถัดมาที่ปัญหาเบาลงเอง ตัวเลขจึงสวยเสมอ ไม่ว่าโครงการนั้นจะดีจริงหรือไม่
สิ่งที่เปลี่ยนได้ คือคำถามหนึ่งข้อ
ไม่ต้องเรียนสถิติเพิ่มก็ใช้เรื่องนี้ได้ ขอแค่เพิ่มคำถามหนึ่งข้อก่อนจะสรุปว่าอะไรได้ผล
“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ผลจะต่างจากนี้แค่ไหน”
คำถามนี้บังคับให้เราต้องนึกถึงเส้นฐานหรือ Baseline ซึ่งคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีเรา และเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครนึกถึงเวลาฉลองความสำเร็จ
คำถามรองที่ช่วยได้อีกข้อคือ “ตอนที่เราเริ่มทำ ตัวเลขมันสุดขั้วอยู่หรือเปล่า” ถ้าคำตอบคือใช่ ให้ลดความมั่นใจในข้อสรุปลงทันที เพราะยิ่งจุดตั้งต้นสุดขั้วเท่าไหร่ แรงดึงกลับเข้าหาค่ากลางก็ยิ่งแรงเท่านั้น
และถ้าอยากรู้จริง ๆ ว่าอะไรได้ผล วิธีที่ตรงที่สุดคือดูค่าเฉลี่ยยาว ๆ แทนการดูรอบต่อรอบ ผลงานของคนคนหนึ่งในสามเดือนบอกความจริงมากกว่าผลงานในสัปดาห์ที่แย่ที่สุดของเขา
แก่นของเรื่องไม่ใช่สถิติ แต่คือนิสัยการให้เหตุผล
เรื่องนี้ไม่ได้สอนว่าอย่าให้ฟีดแบ็ก และไม่ได้บอกว่าการเข้าไปแก้ปัญหานั้นไร้ค่า สิ่งที่มันสอนคือความระมัดระวังในการลากเส้นจาก “สิ่งที่เราทำ” ไปยัง “สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา”
สมองเราถูกออกแบบมาให้หาสาเหตุ และมันจะหาจนเจอเสมอ แม้ในเรื่องที่ไม่มีสาเหตุอยู่จริง ความสามารถอันนี้มีประโยชน์มากในการเอาตัวรอด แต่มีราคาสูงมากในการบริหารงาน
คนที่คิดเป็นระบบจึงไม่ได้ต่างที่การหาคำอธิบายได้เก่งกว่า แต่ต่างที่ยอมแขวนคำอธิบายของตัวเองไว้ก่อน จนกว่าจะเห็นข้อมูลมากพอ
ครั้งหน้าที่มีใครในทีมบอกว่า “เห็นไหม พอทำแบบนี้แล้วมันดีขึ้นจริง” ลองถามกลับเบา ๆ ว่าเราเริ่มทำตอนที่มันแย่ที่สุดพอดีหรือเปล่า