dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การพัฒนาตัวเอง & การเรียนรู้13 ก.ย. 2569

ปัญหาของคนทำงานยุคนี้ ไม่ใช่ “เรียนของใหม่ไม่ทัน” แต่คือ “เลิกของเดิมไม่เป็น”

“การเรียนรู้” กับ “การเลิกเรียนรู้” ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันที่คนละทิศ แต่จริง ๆ มันคนละกระบวนการกันเลย

การเรียนรู้คือการเพิ่มของใหม่เข้าไปในคลัง เราอ่าน เราฟัง เราลองทำ แล้วคลังก็ใหญ่ขึ้น ส่วนการเลิกเรียนรู้ หรือที่เรียกกันว่า unlearning คือการยอมรับว่าของที่อยู่ในคลังอยู่แล้ว ของที่เคยได้ผล ของที่ทำให้เราถูกเลื่อนขั้นมาถึงวันนี้ กลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างแรกใช้เวลาและความขยัน อย่างหลังใช้อย่างอื่นที่หายากกว่านั้นมาก

ทำไมการเลิกถึงยากกว่าการเริ่ม

รายงานด้านการพัฒนาบุคลากรในช่วงปีนี้พูดถึงเรื่องเดียวกันหลายฉบับ ว่าเมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน สิ่งที่องค์กรเจอไม่ใช่คนไม่ยอมเรียนของใหม่ คนไปอบรมกันเยอะมาก แต่ปัญหาคือกลับมาแล้วยังทำงานด้วยวิธีเดิม เพราะวิธีเดิมยังทำงานได้ “พอใช้” อยู่

นี่คือหัวใจของเรื่อง ของที่เลิกยากที่สุดไม่ใช่ของที่ผิดชัด ๆ ถ้ามันผิดชัดเราเลิกไปนานแล้ว ของที่เลิกยากคือของที่ “เคยถูก” และตอนนี้ยังพอใช้ได้อยู่บ้าง

ยกตัวอย่างที่เห็นกันบ่อย หัวหน้าคนหนึ่งเติบโตมาจากการเป็นคนที่ตรวจงานละเอียดที่สุดในทีม ทักษะนี้คือเหตุผลที่เขาได้เลื่อนตำแหน่ง พอทีมโตจากห้าคนเป็นยี่สิบคน การตรวจทุกชิ้นด้วยตัวเองกลายเป็นคอขวดที่ทำให้ทั้งทีมช้า แต่เขาเลิกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรกระจายงาน เขารู้ดี เขาไปอบรมเรื่องการมอบหมายงานมาแล้วสองรอบด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เขาต้องเลิกไม่ใช่ “พฤติกรรมการตรวจงาน” มันคือความเชื่อที่ว่า “คุณค่าของฉันอยู่ที่การเป็นคนที่เห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม”

เห็นไหมว่าของที่ต้องเลิกมันไม่ได้อยู่ในระดับวิธีทำ แต่อยู่ในระดับวิธีคิดเกี่ยวกับตัวเอง การส่งไปอบรมเพิ่มจึงไม่แตะมันเลย

ความรู้เก่าไม่ได้หายไป มันแค่ถูกลดตำแหน่ง

จุดที่ต้องระวังคือคำว่า unlearning มักถูกเข้าใจเป็น “ลืมของเดิมให้หมด” ซึ่งเป็นไปไม่ได้และไม่ควรทำด้วย ประสบการณ์เก่ามีค่าเสมอ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือสถานะของมัน

เดิมทีความรู้เก่าอยู่ในสถานะ “กฎ” คือใช้โดยอัตโนมัติไม่ต้องคิด สิ่งที่การเลิกเรียนรู้ทำคือย้ายมันลงมาเป็น “ทางเลือกหนึ่ง” ที่ต้องอธิบายได้ก่อนใช้ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเหมาะกับวิธีนี้ ความต่างอยู่ตรงที่เราต้องหยิบมันขึ้นมาอย่างรู้ตัว ไม่ใช่ปล่อยให้มันทำงานเองในพื้นหลัง

คนที่ปรับตัวเก่งจริงจึงไม่ใช่คนที่ทิ้งของเก่าง่าย ๆ แต่เป็นคนที่รู้ว่าของแต่ละชิ้นในคลังของตัวเองถูกสร้างขึ้นมาจากเงื่อนไขแบบไหน และตอนนี้เงื่อนไขนั้นยังอยู่หรือเปล่า

สัญญาณว่าถึงเวลาต้องเลิกอะไรสักอย่าง

มีสามสัญญาณที่มักมาก่อน อย่างแรกคือเวลาเราอธิบายว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เหตุผลที่ออกมาเป็นเรื่องอดีตทั้งหมด แบบว่า “เราทำแบบนี้มาตลอดแล้วมันเวิร์ก” โดยไม่มีเหตุผลเชิงเงื่อนไขปัจจุบันเลย

อย่างที่สองคือความรู้สึกหงุดหงิดกับคนรุ่นใหม่ในทีมที่ทำอีกแบบแล้วได้ผลใกล้เคียงกัน ความหงุดหงิดแบบนี้แทบไม่เคยเป็นเรื่องคุณภาพงาน แต่เป็นสัญญาณว่าของที่เราถือไว้กำลังถูกท้าทาย

อย่างที่สามคือเวลาเจอปัญหาใหม่ เราใช้เวลาคิดน้อยลงเรื่อย ๆ ความเร็วแบบนี้ดูเหมือนความเชี่ยวชาญ แต่บางทีมันคือการที่เราหยุดตรวจสอบสมมติฐานของตัวเองไปแล้ว

เริ่มจากการตั้งคำถามที่ไม่ค่อยมีใครถาม

การพัฒนาตัวเองส่วนใหญ่ถามว่า “ปีนี้ฉันควรเรียนอะไรเพิ่ม” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบง่ายและทำให้รู้สึกดี เพราะการเพิ่มไม่เจ็บ

คำถามที่ให้ผลมากกว่าในช่วงที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วคือ “วิธีทำงานอะไรที่ฉันยังใช้อยู่ เพราะมันเคยได้ผล ไม่ใช่เพราะมันได้ผลตอนนี้” ลองเลือกมาสักหนึ่งอย่าง แล้วทดลองไม่ใช้มันในงานที่ความเสี่ยงต่ำสักสองสัปดาห์ ดูว่าโลกพังหรือเปล่า

การเรียนรู้ที่ดีจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนคอร์สหรือจำนวนหนังสือ แต่วัดที่ว่าเราเปลี่ยนใจเรื่องอะไรได้บ้างในปีที่ผ่านมา ถ้าคำตอบคือไม่มีเลย นั่นอาจไม่ได้แปลว่าเราคิดถูกมาตลอด