dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การพัฒนาตัวเอง & การเรียนรู้23 ก.ย. 2569

“ช่วงนี้เบื่องาน” อาจไม่ได้แปลว่างานไม่ดี แต่แปลว่าความท้าทายกับทักษะของเราเลิกสมดุลกันแล้ว

“ช่วงนี้เบื่องาน” เป็นประโยคที่ได้ยินบนโต๊ะข้าวกลางวันบ่อยพอ ๆ กับ “ช่วงนี้งานเยอะ” และสิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ปฏิบัติกับสองประโยคนี้ต่างกันมาก พองานเยอะเราวิเคราะห์กันจริงจังว่าเยอะเพราะอะไร จะจัดการอย่างไร แต่พอเบื่อ เรากลับอ่านมันเป็นอารมณ์ที่ต้องอดทน หรือไม่ก็เป็นสัญญาณให้เปิดเว็บหางาน

ทั้งที่ความเบื่อเป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่แม่นยำมาก ถ้าเรารู้วิธีอ่านมัน

ความเบื่อในสายตาของทฤษฎี Flow

Mihaly Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาผู้ศึกษาสภาวะ Flow (ภาวะที่จดจ่อกับงานจนลืมเวลา) อธิบายว่าประสบการณ์ทำงานของเราถูกกำหนดด้วยสองแกน คือ “ระดับความท้าทายของงาน” กับ “ระดับทักษะของเรา” เมื่อสองอย่างนี้สูงพอ ๆ กัน เราจะเข้าสู่ Flow เมื่อความท้าทายสูงกว่าทักษะมาก เราจะกังวล และเมื่อทักษะสูงกว่าความท้าทายมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเบื่อ

พูดอีกแบบคือ ความเบื่อไม่ได้บอกว่างาน “ไม่ดี” มันบอกว่า “เราโตเกินโจทย์นี้ไปแล้ว” และนี่คือจุดที่หลายคนอ่านผิด เพราะความเบื่อกับความไม่ชอบให้ความรู้สึกคล้ายกันมาก แต่มาจากคนละสาเหตุ ความไม่ชอบเป็นเรื่องของงานที่ไม่ตรงกับคุณค่าหรือความสนใจของเรา ส่วนความเบื่อเป็นเรื่องของ “ระยะห่าง” ระหว่างสิ่งที่งานเรียกร้องกับสิ่งที่เราทำได้ งานที่เคยชอบมากก็เบื่อได้ ถ้าเราเก่งขึ้นแต่โจทย์ไม่ยากขึ้นตาม

ทำไมความเบื่อถึงเป็นสัญญาณที่ดี ถ้าเรารับมันทัน

มองในกรอบนี้ ความเบื่อคือหลักฐานว่าเราพัฒนาขึ้นจริง คนที่ทำงานเดิมมาสามปีแล้วยังไม่เบื่อเลย มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคืองานนั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามตัวเขา ซึ่งเป็นเรื่องดี หรือสองคือเขาไม่ได้เก่งขึ้นเลย ซึ่งน่ากังวลกว่าความเบื่อมาก

แต่ความเบื่อมีวันหมดอายุ งานวิจัยเรื่อง Boreout (ภาวะหมดไฟจากการถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพเป็นเวลานาน) ชี้ว่าถ้าปล่อยให้อยู่ในโซนเบื่อนานเกินไป สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความรู้สึกแย่ แต่คือการเลิกใส่ใจ เลิกสังเกต และในที่สุดทักษะที่เคยมีก็เริ่มถอย เพราะไม่มีอะไรมาเรียกใช้มัน ความเบื่อจึงเป็นสัญญาณที่ดีแค่ในช่วงต้น เหมือนไฟเตือนบนหน้าปัดรถ มันมีประโยชน์ตอนที่เพิ่งติด ไม่ใช่ตอนที่ติดมาครึ่งปีแล้ว

จากอารมณ์ให้กลายเป็นคำถาม

พนักงานบัญชีที่ปิดงบได้เร็วกว่าเดิมครึ่งหนึ่งแล้วเริ่มรู้สึกว่าแต่ละเดือนเหมือนกันหมด นักการตลาดที่ทำรีพอร์ตรายเดือนได้โดยไม่ต้องคิดแล้ว หรือโปรแกรมเมอร์ที่แก้บั๊กประเภทเดิมได้ในสิบนาที คนเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องแรงจูงใจ พวกเขามีปัญหาเรื่อง “โจทย์” ที่ไม่โตตามมือ

วิธีคิดที่เปลี่ยนความเบื่อให้กลายเป็นเครื่องมือ คือหยุดถามว่า “ทำไมเบื่อ” ซึ่งมักพาไปสู่การโทษงานหรือโทษตัวเอง แล้วเปลี่ยนเป็นถามว่า “ส่วนไหนของงานที่ทำได้โดยไม่ต้องคิดแล้ว” และ “ถ้าจะทำส่วนนั้นให้ยากขึ้นอีกหนึ่งระดับ หน้าตามันจะเป็นอย่างไร” บางครั้งคำตอบคือทำเร็วขึ้น บางครั้งคือทำให้คนอื่นทำแทนได้ บางครั้งคือลองทำด้วยวิธีที่ไม่เคยใช้ และบางครั้งคือไปขอโจทย์ที่ใหญ่กว่าจากหัวหน้า โดยเอาความจริงที่ว่างานเดิมเสร็จเร็วขึ้นไปเป็นหลักฐานประกอบ

ที่สำคัญคือการปรับความท้าทายไม่จำเป็นต้องรอให้ใครยื่นมาให้ โจทย์ที่ยากขึ้นสร้างเองได้จากงานเดิม เช่น ตั้งเป้าว่าเดือนนี้จะทำรีพอร์ตให้ตอบคำถามที่หัวหน้ายังไม่ได้ถาม หรือปิดงบให้ได้พร้อมข้อสังเกตหนึ่งข้อที่ทีมยังไม่เคยเห็น ความท้าทายที่เราออกแบบเองแบบนี้ คือวิธีที่คนเก่งใช้กันเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหยุดโตในที่ที่ไม่มีใครมาผลักดัน

วกกลับมาที่วิธีคิด

ความเบื่อไม่ใช่ศัตรูของการพัฒนาตัวเอง มันคือมาตรวัดที่บอกว่าถึงเวลาปรับระดับแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเบื่อ แต่อยู่ที่เราอ่านความเบื่อเป็น “คำตัดสิน” แทนที่จะอ่านเป็น “ข้อมูล” และเมื่ออ่านผิด เราก็ตอบสนองผิด ด้วยการอดทนต่อไป หรือด้วยการย้ายไปเจอโจทย์ระดับเดิมในที่ใหม่ แล้วเบื่ออีกครั้งในอีกสองปี

คำถามที่ควรถามเวลาเบื่อ จึงไม่ใช่ “จะไปไหนดี” แต่คือ “ตอนนี้เราเก่งเกินอะไรไปแล้ว และจะเอาความเก่งนั้นไปแลกกับโจทย์ที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร”