dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การทำงานในยุค AI23 ก.ย. 2569

71% ของผู้บริหาร HR บอกว่าทักษะสำคัญที่สุดในยุค AI คือ “กล้าค้านมัน” แต่พนักงานแค่ 29% เห็นด้วย ช่องว่างนี้บอกอะไร

ผลสำรวจของ IBM Institute for Business Value ที่เผยแพร่เมื่อ 21 กันยายน 2026 เก็บข้อมูลจากผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล 1,500 คน และพนักงาน 8,800 คนทั่วโลก พบตัวเลขคู่หนึ่งที่วางข้างกันแล้วน่าคิดมาก ฝั่งผู้บริหาร 71% บอกว่าทักษะที่จำเป็นที่สุดของพนักงานในยุคนี้คือ “ความสามารถในการกำกับ ตรวจสอบ และค้านผลลัพธ์ของ AI” ส่วนฝั่งพนักงาน มีเพียง 29% ที่จัดให้ “วิจารณญาณ” เป็นทักษะสำคัญ

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด แต่บอกว่าสองฝั่งกำลังมองงานชิ้นเดียวกันด้วยสายตาคนละแบบ และช่องว่างระหว่างสายตาสองแบบนี้ คือที่ที่ปัญหาจะเกิด

ทำไมพนักงานถึงไม่คิดว่า “การค้าน” สำคัญ

ถ้ามองจากโต๊ะทำงาน คำตอบไม่ได้ซับซ้อน เพราะสิ่งที่พนักงานเห็นทุกวันคืองานที่ AI ทำมา “ดูเสร็จแล้ว” ร่างอีเมลที่อ่านลื่น สรุปรายงานที่มีหัวข้อครบ ตารางวิเคราะห์ที่ตัวเลขเรียงสวย ในสภาพแบบนี้ การตรวจและค้านให้ความรู้สึกเหมือนงานส่วนเกิน เหมือนคนที่ไปตรวจซ้ำงานที่มีคนตรวจแล้ว มันไม่มีชิ้นงานให้โชว์ ไม่มีใครเห็น และบ่อยครั้งก็ไม่พบอะไร

ผลสำรวจเดียวกันสะท้อนเรื่องนี้จากอีกมุม คือ 80% ของผู้บริหาร HR ยอมรับว่า AI สร้าง “งานที่มองไม่เห็น” ให้พนักงาน ทั้งการตรวจสอบคำแนะนำ การแก้ความผิดพลาด การเติมบริบท และการจัดการข้อยกเว้น ขณะที่ 42% ของพนักงานบอกว่า AI ทำให้งานเพิ่มขึ้นหรือไม่มีใครเห็นงานของตน พูดอีกแบบคือ องค์กรบอกว่าวิจารณญาณคือทักษะที่สำคัญที่สุด แต่ระบบวัดผลของหลายที่ยังนับแค่ “ชิ้นงานที่ออกมา” ไม่ได้นับ “ความผิดพลาดที่ถูกดักไว้” และคนเราก็มักให้ค่ากับสิ่งที่ถูกนับ

“ค้าน” เป็นทักษะ ไม่ใช่ความกล้า

มีความเข้าใจผิดที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “กล้าค้าน AI” คือมันทำให้เรื่องนี้ฟังดูเป็นเรื่องของนิสัยหรือความมั่นใจ แต่การค้านที่มีคุณภาพเป็นเรื่องของการคิดล้วน ๆ เพราะจะค้านได้ ต้องมีอย่างน้อยสามอย่างอยู่ในหัวก่อน หนึ่งคือคำตอบของตัวเองที่คิดไว้แล้ว เพื่อให้มีอะไรไปเทียบ สองคือความเข้าใจว่างานประเภทนี้มักพลาดตรงไหน เพื่อรู้ว่าต้องมองจุดไหนเป็นพิเศษ และสามคือเกณฑ์ที่ชัดว่าอะไรคือ “ผิด” ไม่ใช่แค่ “ไม่เหมือนที่คิด”

พนักงานฝ่ายจัดซื้อที่ได้ตารางเปรียบเทียบซัพพลายเออร์จาก AI มาแล้วเห็นว่าเจ้าหนึ่งได้คะแนนสูงผิดปกติ จะค้านได้ก็ต่อเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่าเจ้านี้เคยส่งของช้าสองครั้งในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในไฟล์ที่ AI อ่าน การค้านครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความกล้า แต่เกิดจากการที่เขายังมีความรู้เรื่องงานอยู่ในตัวมากพอที่จะเห็นสิ่งที่ตารางไม่เห็น

เมื่อความรู้ในตัวหายไป การค้านก็หายตาม

จุดที่น่ากังวลที่สุดในผลสำรวจ อาจไม่ใช่ตัวเลข 71 กับ 29 แต่คืออีกตัวเลขที่อยู่ในรายงานเดียวกัน คือ 60% ของพนักงานกังวลว่าทักษะของตัวเองกำลังถดถอย และทักษะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “การคิดเชิงวิพากษ์” ซึ่งเป็นทักษะเดียวกันกับที่ต้องใช้ในการค้าน AI นั่นเอง

นี่คือวงจรที่ปิดตัวเองอย่างเงียบ ๆ เรายอมรับผลลัพธ์ของ AI เพราะตรวจไม่คุ้ม พอตรวจน้อยลง ความรู้ที่เคยใช้ตรวจก็ค่อย ๆ จาง พอความรู้จาง เราก็ยิ่งไม่มีอะไรไปค้าน และก็ยิ่งยอมรับมากขึ้น งานวิจัยจาก University of Bath ที่เผยแพร่ในเดือนเดียวกันเรียกกระบวนการนี้ว่า “การเสื่อมถอยทางความรู้” (Epistemic Deskilling) และชี้ว่ามันเกิดกับผู้จัดการที่ใช้ AI เป็นเครื่อง “ตอบแทน” มากกว่าใช้เป็นเครื่อง “สะท้อนความคิด”

วกกลับมาที่วิธีคิด

ผลสำรวจนี้ยังมีข้อค้นพบหนึ่งที่ให้ความหวัง คือในองค์กรที่ HR มีส่วนร่วมกำหนดว่า “การตัดสินใจไหนต้องเป็นของคน” พนักงานถึง 76% รู้สึกปลอดภัยที่จะตั้งคำถามหรือค้าน AI เทียบกับ 43% ในองค์กรที่ HR เป็นแค่ที่ปรึกษา ตัวเลขนี้บอกว่าการค้านไม่ได้ขึ้นกับความกล้าของคนคนเดียว แต่ขึ้นกับว่าองค์กรออกแบบให้มีที่ยืนสำหรับวิจารณญาณของคนไว้หรือเปล่า

แต่สำหรับคนทำงานแต่ละคน มีสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรอองค์กร คือกลับไปถามตัวเองว่า วันนี้เรายัง “มีคำตอบของตัวเอง” ก่อนจะดูคำตอบของ AI อยู่ไหม เพราะวันที่เราไม่มีอะไรจะไปเทียบ วันนั้นการค้านจะไม่ใช่ทักษะที่เราเลือกจะไม่ใช้ แต่จะเป็นทักษะที่เราไม่มีให้ใช้อีกแล้ว