Satisficing: “ดีพอ” กับ “ดีที่สุด” ไม่ใช่เป้าหมายเดียวกัน และคนที่ไล่หาอย่างหลังตลอดเวลามักตัดสินใจได้แย่กว่า
“ดีพอ” กับ “ดีที่สุด” เป็นเป้าหมายคนละแบบ ไม่ใช่ระดับความพยายามที่ต่างกัน และคนทำงานจำนวนมากเผลอคิดว่าอย่างหลังคือเวอร์ชันที่รับผิดชอบกว่าของอย่างแรกเสมอ
Herbert Simon นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสนอคำว่า Satisficing (การเลือกทางที่ “ผ่านเกณฑ์” แล้วหยุด แทนที่จะหาทางที่ดีที่สุดในจักรวาล) ไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โดยชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีทั้งข้อมูล เวลา และกำลังสมองพอจะหาทางเลือกที่ดีที่สุดได้จริง สิ่งที่เราทำได้คือกำหนดเกณฑ์ที่สมเหตุสมผล แล้วเลือกตัวแรกที่ผ่านเกณฑ์นั้น ฟังดูเหมือนการยอมแพ้ แต่เมื่อมองจากมุมของ “คุณภาพการตัดสินใจโดยรวม” มันกลับเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่าที่คิด
คนที่ไล่หา “ดีที่สุด” ได้อะไรและเสียอะไร
Barry Schwartz นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ The Paradox of Choice แบ่งคนออกเป็นสองแบบตามสไตล์การตัดสินใจ คือ Maximizer (คนที่ต้องมั่นใจว่าได้ทางเลือกที่ดีที่สุดถึงจะหยุดหา) กับ Satisficer (คนที่มีเกณฑ์ชัดในใจ เจอตัวที่ผ่านก็เลือกเลย) งานวิจัยของเขาและทีมพบผลที่ย้อนแย้งอยู่พอสมควร คือกลุ่ม Maximizer มักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเชิงวัตถุจริง เช่น ในงานศึกษาที่ติดตามนักศึกษาจบใหม่หางาน กลุ่มนี้ได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับพอใจกับงานที่ได้น้อยกว่า เสียใจกับการตัดสินใจบ่อยกว่า และเครียดระหว่างกระบวนการมากกว่ามาก
ที่เป็นแบบนี้เพราะ Maximizer ไม่ได้เปรียบเทียบสิ่งที่เลือกกับ “เกณฑ์” แต่เปรียบเทียบกับ “ทางเลือกทั้งหมดที่อาจมีอยู่” ซึ่งเป็นเซตที่ไม่มีวันปิด เลือกไปแล้วก็ยังสงสัยว่ามีตัวที่ดีกว่าที่ยังไม่เจอไหม ผลคือได้ของดีกว่านิดหน่อย แต่จ่ายด้วยเวลา พลังงาน และความรู้สึกที่ไม่คุ้มกัน
ต้นทุนที่มองไม่เห็นในที่ทำงาน
ในบริบทงาน ปัญหาของการไล่หาดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวคนตัดสินใจคนเดียว แต่มันลามไปทั้งทีม ทีมการตลาดที่ขอดูดีไซน์แบนเนอร์เพิ่มอีกสามแบบ ทั้งที่แบบที่สองก็ตอบโจทย์แล้ว ทำให้ดีไซเนอร์เสียเวลาไปอีกสองวัน และแคมเปญออกช้าไปหนึ่งสัปดาห์ หัวหน้าที่ยังไม่ยอมเคาะเวนเดอร์เพราะอยากเทียบราคาอีกเจ้า ทำให้ทั้งโปรเจกต์รอโดยไม่มีใครรู้ว่ารออะไร ในทุกกรณี สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือความ “ดีขึ้นเล็กน้อย” ส่วนสิ่งที่เสียไปคือความเร็ว โมเมนตัม และแรงของคนรอบข้าง ซึ่งไม่เคยถูกนับรวมในสมการ
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าการตั้งมาตรฐานสูงเป็นเรื่องผิด แต่แปลว่าเรามักเอา “มาตรฐานสูง” ไปใช้ผิดที่ การตั้งเกณฑ์สูงเป็นเรื่องของคุณภาพงาน ส่วนการไล่หาดีที่สุดเป็นเรื่องของกระบวนการเลือก สองอย่างนี้แยกกันได้ เราตั้งเกณฑ์ให้สูงได้ แล้วพอเจอทางที่ผ่านเกณฑ์นั้นก็หยุดหาได้เลย
ทักษะจริงคือการรู้ว่าเรื่องไหนต้องใช้โหมดไหน
จุดที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “การคิด” ไม่ใช่เรื่องของนิสัย คือคำถามว่าเราแยกออกไหมว่าการตัดสินใจตรงหน้าควรใช้โหมดไหน การตัดสินใจบางเรื่องคุ้มที่จะไล่หาดีที่สุด เช่น การเลือกคนเข้าทีมที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี หรือการเลือกระบบหลักที่เปลี่ยนทีหลังยาก แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ทั้งชื่อหัวข้ออีเมล สีของสไลด์ ร้านที่จะเลี้ยงทีม หรือลำดับวาระในประชุม เป็นเรื่องที่ “ดีพอ” ให้ผลเท่ากับ “ดีที่สุด” เกือบทุกครั้ง แต่ต้นทุนของการหาต่างกันมหาศาล
วิธีคิดที่ใช้ได้จริงคือ ก่อนเริ่มหาทางเลือก ให้ตอบสองคำถามก่อน หนึ่งคือ “เกณฑ์ที่ต้องผ่านคืออะไร” เขียนออกมาให้ชัดพอที่จะรู้ว่าเจอแล้ว และสองคือ “ถ้าเลือกผิด แก้ยากแค่ไหน” ถ้าแก้ง่าย ให้เลือกตัวแรกที่ผ่านเกณฑ์แล้วไปต่อ ถ้าแก้ยากมาก ค่อยลงทุนหาให้ครบ การมีสองคำถามนี้ทำให้เราไม่ต้องใช้พลังงานระดับเดียวกันกับทุกเรื่อง และไม่ต้องรู้สึกผิดที่ “หยุดหา” เพราะเราหยุดด้วยเกณฑ์ ไม่ใช่หยุดด้วยความขี้เกียจ
ปิดท้าย
การไล่หาดีที่สุดในทุกเรื่อง ฟังดูเหมือนคนที่มีมาตรฐานสูง แต่ในทางปฏิบัติมันคือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเรื่องไหนสมควรได้รับพลังงานเท่าไหร่ ความคมของการตัดสินใจจึงไม่ได้อยู่ที่หาได้เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่รู้ว่าควรหยุดหาเมื่อไหร่
ครั้งต่อไปที่จับตัวเองได้ว่ากำลังขอดู “อีกสักแบบ” ลองถามว่าแบบที่มีอยู่ตกเกณฑ์ตรงไหน ถ้าตอบไม่ได้ สิ่งที่เรากำลังหาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกว่า แต่คือความรู้สึกว่าได้หาครบแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีวันมาถึง