“เปิดใจรับฟัง” กับ “มี Growth Mindset” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และหลายคนกำลังสับสนสองอย่างนี้
“เป็นคนเปิดใจ” กับ “เชื่อว่าตัวเองเก่งขึ้นได้” ฟังดูคล้ายกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คนที่เปิดใจรับฟังความเห็นต่าง อาจยังเชื่อลึก ๆ ว่าความสามารถของตัวเองมีเพดานตายตัว และคนที่มองโลกในแง่บวกเสมอ ก็อาจหลบเลี่ยงงานยากทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะกลัวว่ามันจะพิสูจน์ว่าตัวเองไม่เก่งอย่างที่คิด
คำที่ถูกใช้จนความหมายเลือน
Growth Mindset (กรอบคิดแบบเติบโต) เป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกของการพัฒนาคน จนแทบทุกองค์กรมีมันอยู่ในค่านิยมหรือสไลด์ปฐมนิเทศ แต่ Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford ผู้ศึกษาเรื่องนี้มาหลายสิบปี กลับออกมาเตือนว่าสิ่งที่หลายคนเรียกว่า Growth Mindset นั้น ไม่ใช่สิ่งที่งานวิจัยของเธอพูดถึง
ในบทความที่เธอเขียนลง Harvard Business Review เมื่อปี 2016 Dweck อธิบายว่าคนมักสับสน Growth Mindset กับการเป็นคนยืดหยุ่น เปิดกว้าง หรือมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หลายคนรู้สึกว่าตัวเองมีมาตลอดอยู่แล้ว เธอและทีมเรียกอาการนี้ว่า False Growth Mindset (Growth Mindset แบบปลอม)
ความหมายจริงของมันเรียบง่ายกว่านั้น คือความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม กลยุทธ์ที่ดี และการรับฟังความเห็นจากคนอื่น สังเกตว่ามีสามส่วน ไม่ใช่แค่ความพยายามอย่างเดียว
ความพยายามอย่างเดียวไม่พอ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยอีกข้อคือการคิดว่า Growth Mindset คือการชมความพยายาม Dweck ชี้ว่าเรื่องนี้ไม่จริงทั้งในโรงเรียนและในองค์กร เพราะผลลัพธ์ยังสำคัญ และความพยายามที่ไม่ได้ผลก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรฉลอง
ลองดูพนักงานสองคนที่พยายามพอกัน คนแรกทำรายงานแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกเดือน ใช้เวลาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และบอกตัวเองว่า “อย่างน้อยเราก็ตั้งใจ” คนที่สองสังเกตว่ารายงานของตัวเองถูกหัวหน้าถามกลับในจุดเดิมทุกครั้ง จึงเปลี่ยนวิธีเตรียมข้อมูล และไปถามรุ่นพี่ว่าเขาทำอย่างไร
ทั้งสองคนขยันพอกัน แต่คนที่สองเท่านั้นที่ทำสิ่งที่ Growth Mindset ของจริงหมายถึง คือเมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล เขาเปลี่ยนวิธี และเขาใช้คนรอบตัวเป็นแหล่งเรียนรู้
ดูที่ตอนเจอเรื่องยาก ไม่ใช่ตอนพูด
Dweck ยังชี้อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือไม่มีใครมี Growth Mindset บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนเป็นส่วนผสมของทั้งสองแบบ และส่วนผสมนั้นเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ เราอาจมี Growth Mindset มากกับเรื่องที่ถนัด แต่กลายเป็น Fixed Mindset (กรอบคิดแบบตายตัว) ทันทีเมื่อเจอเรื่องที่รู้สึกว่าไม่ใช่ทาง
สัญญาณที่บอกได้ชัดที่สุดจึงไม่ใช่สิ่งที่เราพูด แต่คือสิ่งที่เราทำเมื่อเจอสถานการณ์ที่ท้าทายตัวตน เช่น ตอนที่ได้ฟีดแบ็กแรง ๆ เราพูดว่า “ขอบคุณมากครับ” แล้วใช้สามวันถัดมาหาเหตุผลว่าทำไมสิ่งที่ทำไปนั้นถูกแล้วหรือเปล่า ตอนที่เพื่อนร่วมงานทำได้ดีกว่า เรารู้สึกว่าถูกคุกคาม หรือรู้สึกว่ามีอะไรให้เรียน
นี่คือเหตุผลที่ Growth Mindset เป็นเรื่องของ “วิธีคิด” มากกว่า “ทัศนคติ” เพราะมันต้องใช้การสังเกตตัวเองในจังหวะที่ยากที่สุดจะสังเกต
ลองเช็กตัวเองแบบไม่หลอกตัวเอง
แทนที่จะถามว่า “เราเป็นคน Growth Mindset ไหม” ซึ่งแทบทุกคนจะตอบว่าใช่ ลองถามคำถามที่เจาะจงกว่านั้น เรื่องไหนที่เราบอกตัวเองว่า “ไม่ใช่สายเรา” มานานแล้ว ครั้งล่าสุดที่ความพยายามไม่ได้ผล เราเปลี่ยนวิธีหรือแค่พยายามแบบเดิมให้หนักขึ้น และฟีดแบ็กล่าสุดที่ไม่ชอบ เราเอามันไปทำอะไรต่อ
อีกวิธีที่ช่วยได้คือสังเกต “ตัวจุดชนวน” ของ Fixed Mindset ในตัวเอง Dweck แนะนำให้แต่ละคนหาว่าอะไรทำให้ตัวเองเข้าโหมดปกป้องตัวเอง บางคนเป็นตอนถูกวิจารณ์ต่อหน้าคนอื่น บางคนเป็นตอนต้องเริ่มงานที่ไม่คุ้นเคย พอรู้ว่าตัวจุดชนวนของเราคืออะไร เราจะเริ่มจับได้ทันก่อนที่มันจะพาเราไปไกล
ปิดท้าย
Growth Mindset ไม่ใช่ป้ายที่ติดไว้ที่ตัวแล้วจบ มันคือสิ่งที่ต้องเลือกใหม่ทุกครั้งที่เจอเรื่องยาก และการยอมรับว่าเรายังมีมุมที่เป็น Fixed Mindset อยู่ อาจเป็นสัญญาณของ Growth Mindset ที่จริงที่สุด
เรื่องไหนในงานของคุณตอนนี้ ที่คุณพูดว่า “เปิดใจ” แต่พฤติกรรมยังไม่เปลี่ยนเลย