ความตั้งใจไม่ใช่แผน: ทำไมคนที่ “อยากพัฒนาตัวเอง” เท่า ๆ กัน ถึงลงมือได้ไม่เท่ากัน
ความตั้งใจที่แรงกว่า ไม่ได้ทำให้เราทำได้มากกว่า
ฟังดูค้านกับทุกอย่างที่เราถูกสอนมา เพราะเวลาใครสักคนไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่บอกว่าอยากทำ คำอธิบายแรกที่โผล่มาเสมอคือ “คงยังไม่ได้อยากจริง” แต่ถ้าดูคนรอบตัวที่ตั้งใจจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น ฝึกภาษา หรือทบทวนงานทุกสัปดาห์ แล้วไม่ได้ทำ ส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดความอยาก พวกเขาอยากมากพอ ๆ กับคนที่ทำได้ สิ่งที่ขาดคืออย่างอื่น
ความตั้งใจกับแผน เป็นคนละชิ้นกัน
นักจิตวิทยา Peter Gollwitzer แยกสองสิ่งที่เรามักเรียกรวมกันว่า “ตั้งใจ” ออกจากกัน อย่างแรกคือ Goal Intention (ความตั้งใจต่อเป้าหมาย) คือประโยคแบบ “ปีนี้จะพัฒนาเรื่องการนำเสนอ” มันบอกว่าเราอยากไปไหน แต่ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับการเดินทาง อย่างที่สองคือ Implementation Intention (ความตั้งใจเชิงลงมือ) ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะคือ “ถ้าเจอสถานการณ์ X จะทำ Y” เช่น “ถ้าประชุมวันพุธจบ จะใช้สิบนาทีก่อนกลับโต๊ะจดว่าตอนนำเสนอมีจุดไหนที่คนฟังเริ่มไม่ตาม”
งานวิเคราะห์รวมของ Gollwitzer และ Sheeran ในปี 2006 ที่รวบรวมการทดลอง 94 ชิ้น พบว่าการวางแผนแบบ “ถ้า...จะ...” นี้เพิ่มโอกาสที่คนจะทำสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ในขนาดที่นักวิจัยเรียกว่าปานกลางถึงใหญ่ และผลนี้ปรากฏข้ามหลายเรื่องตั้งแต่สุขภาพ การเรียน ไปจนถึงเป้าหมายในการทำงาน จุดสำคัญคือกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้อยากน้อยกว่า พวกเขามีเป้าหมายเดียวกัน แรงจูงใจใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่ว่ากลุ่มหนึ่งได้ตัดสินใจเรื่อง “เมื่อไหร่ ที่ไหน ยังไง” ไว้ล่วงหน้า อีกกลุ่มปล่อยให้ตัวเองในอนาคตเป็นคนตัดสิน
ทำไมมันได้ผล ทั้งที่ฟังดูเล็กมาก
คำตอบอยู่ที่ว่าการตัดสินใจเกิดขึ้น “ตอนไหน”
คนที่มีแค่ความตั้งใจ ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้งที่โอกาสมาถึง และโอกาสมักมาถึงในจังหวะที่แย่ที่สุด คือตอนห้าโมงเย็นที่เหนื่อยแล้ว ตอนมีงานด่วนแทรก หรือตอนที่ยังมีข้ออ้างที่ฟังขึ้นอยู่ในหัว การตัดสินใจในจังหวะนั้นแพ้บ่อย ไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ แต่เพราะมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกวางไว้ในเงื่อนไขที่ไม่มีใครชนะได้ง่าย
ส่วนคนที่วางแผนแบบ “ถ้า...จะ...” ได้ตัดสินใจไปแล้วตอนที่หัวยังเย็นและพลังยังเต็ม สิ่งที่เหลือตอนโอกาสมาถึงไม่ใช่การตัดสินใจ แต่คือการจดจำสถานการณ์ สมองเห็น “ประชุมวันพุธจบ” แล้วเชื่อมไปที่ “สิบนาทีจด” เกือบอัตโนมัติ ความตั้งใจที่เคยต้องถูกเรียกใช้ด้วยกำลังใจ กลายเป็นสิ่งที่ถูกเรียกใช้ด้วยสัญญาณจากสภาพแวดล้อม
พูดอีกแบบคือ นี่ไม่ใช่เทคนิคสร้างวินัย แต่คือการ “ย้ายการตัดสินใจ” ออกจากช่วงเวลาที่เราตัดสินใจได้แย่ที่สุด ไปไว้ในช่วงเวลาที่เราตัดสินใจได้ดีที่สุด
ส่วนที่คนมักลืม คือแผนรับมืออุปสรรค
รูปแบบ “ถ้า...จะ...” ใช้ได้กับสองอย่าง อย่างแรกคือจังหวะที่จะลงมือ อย่างที่สองที่ทรงพลังกว่าแต่ถูกใช้น้อยกว่า คือจังหวะที่จะล้มเหลว
คนที่ตั้งใจจะขอฟีดแบ็กจากหัวหน้าหลังงานใหญ่ทุกครั้ง รู้อยู่แล้วว่าอุปสรรคที่จะเจอคืออะไร คือหัวหน้าดูยุ่ง และตัวเองจะรู้สึกว่า “ไว้คราวหน้าก็ได้” แผนที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “จะขอฟีดแบ็ก” แต่คือ “ถ้าหัวหน้าดูยุ่งหลังส่งงาน จะส่งข้อความสั้น ๆ ถามว่าสะดวกคุยห้านาทีตอนไหนในสองวันนี้” อุปสรรคที่เคยเป็นจุดจบของความตั้งใจ ถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณให้ทำอีกอย่างหนึ่งแทน
วิธีคิดที่พาเรื่องนี้กลับไปที่การพัฒนาตัวเอง
ถ้ามองการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องของ “ความอยาก” ทุกครั้งที่ไม่ได้ทำ เราจะตีความว่าตัวเองอยากไม่พอ แล้วก็พยายามอยากให้มากขึ้น ซึ่งไม่เคยได้ผล
แต่ถ้ามองว่ามันเป็นเรื่องของ “การออกแบบจุดตัดสินใจ” คำถามจะเปลี่ยนไปเลย จาก “ทำไมเราไม่มีวินัย” เป็น “การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวางไว้ตอนไหน และเราจะย้ายมันไปไว้ตอนที่เราชนะได้ง่ายกว่าได้ไหม” คำถามแบบหลังมีคำตอบที่ลงมือได้ ส่วนคำถามแบบแรกมีแต่ความรู้สึกผิด
ลองหยิบเรื่องที่ตั้งใจจะทำมานานแล้วแต่ยังไม่ได้ทำสักเรื่อง แล้วเขียนใหม่ให้มีสามส่วนครบ คือสัญญาณที่จะเริ่ม สิ่งที่จะทำ และสิ่งที่จะทำเมื่อเจออุปสรรคที่รู้อยู่แล้วว่าจะมา ถ้าเขียนไม่ออก นั่นอาจไม่ได้แปลว่าไม่อยาก แต่แปลว่าเรายังไม่เคยคิดเรื่องนี้ในฐานะแผนเลย เรามีแต่ความตั้งใจที่รอให้ตัวเราเวอร์ชันเหนื่อย ๆ ตอนห้าโมงเย็นเป็นคนตัดสิน
และตัวเราเวอร์ชันนั้น ก็ตัดสินแบบเดิมมาตลอด