ทำไม “คนรับบทค้าน” ในที่ประชุม ถึงไม่ได้ทำให้ทีมคิดลึกขึ้นอย่างที่เราหวัง
ความเห็นที่ค้านกัน ไม่ได้ช่วยให้ทีมคิดลึกเท่ากันทุกแบบ และแบบที่เราจัดฉากขึ้นมาเองมักช่วยได้น้อยกว่าที่คิด
หลายทีมมีธรรมเนียมดี ๆ ก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ คือขอให้ใครสักคนรับบท Devil’s Advocate (ผู้แสดงบทค้าน) ลองหาจุดอ่อนของแผนให้เต็มที่ เจตนาคือกันไม่ให้ทีมเห็นพ้องกันเร็วเกินไป ซึ่งเป็นเจตนาที่ถูกต้อง แต่ผลที่ได้ในห้องประชุมมักไม่เป็นอย่างที่หวัง
เมื่อทุกคนรู้ว่านี่คือ “บท”
ถ้าเคยนั่งอยู่ในห้องที่มีคนพูดว่า “ขอรับบทค้านนะ” จะเห็นจังหวะบางอย่างเกิดขึ้น คนในห้องพยักหน้า ฟังด้วยท่าทีสุภาพ จดประเด็นบางข้อ แล้วเมื่อจบรอบ แผนเดิมก็เดินต่อแทบไม่ขยับ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าคนพูดไม่ได้เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ข้อค้านจึงถูกรับรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องเอาไปคิดต่อ
Charlan Nemeth นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ศึกษาเรื่องนี้มาหลายสิบปี เธอสรุปไว้ในหนังสือ No! ว่าการเล่นบท Devil’s Advocate ไม่ได้ให้คุณสมบัติที่เราหวัง คือการกระตุ้นให้คิดต่าง ขณะที่ความเห็นต่างที่มาจากคนที่ “เชื่อแบบนั้นจริง ๆ” มีพลังกระตุ้นความคิดของคนอื่นมากกว่า เธอยังชี้ว่าแม้ความเห็นต่างนั้นจะผิด มันก็ยังช่วย “ปลดล็อก” ให้คนในกลุ่มกล้าคิดและตั้งคำถามกับความเห็นส่วนใหญ่ได้มากขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความเห็นต่างที่ได้ผล ไม่ได้ต้องถูกเสมอไป สิ่งที่มันทำคือเปลี่ยนวิธีที่คนส่วนใหญ่คิด จากการเดินตามแนวที่เห็นพ้องกันอยู่แล้ว ไปสู่การมองหลายด้านมากขึ้น
ทำไม “เชื่อจริง” จึงต่างจาก “แสดง”
เมื่อมีคนเชื่อต่างจากเราจริง ๆ เรารู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่เกม เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเขาจึงเห็นต่าง ซึ่งบังคับให้เราทบทวนสมมติฐานของตัวเอง แต่เมื่อเป็นบทแสดง สมองเรามีทางหนีง่าย ๆ คือ “เขาแค่รับบท” แล้วข้อค้านนั้นก็ไม่ต้องถูกชั่งน้ำหนักอย่างจริงจัง
ผลพลอยได้อีกอย่างคือ คนที่รับบทค้านก็มักค้านแบบ “ปลอดภัย” เลือกประเด็นที่ไม่กระทบใคร เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต้องรับผิดชอบกับความเห็นนั้น ข้อค้านจึงออกมาอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น
ทำให้ความเห็นต่าง “มีเจ้าของจริง”
ถ้าเป้าหมายคือให้ทีมมองเห็นสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น ทางออกที่ได้ผลกว่า คือทำให้ความเห็นต่างมีเจ้าของจริง ๆ มีสองวิธีง่าย ๆ ที่ลองได้
วิธีแรกคือ เปิดทางให้คนที่เห็นต่างอยู่แล้วได้พูดก่อนที่ห้องจะเห็นพ้องกัน เช่น ให้ทุกคนเขียนความเห็นของตัวเองลงกระดาษก่อนเปิดอภิปราย แล้วอ่านรวมกัน คนที่เห็นต่างจะถูกเห็นโดยไม่ต้องกล้าฝืนบรรยากาศ
วิธีที่สองคือ ให้คนที่ “สงสัยจริง” ในแผนเป็นผู้เขียนข้อกังวลของตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่มอบบทให้คนที่ไม่ได้กังวล งานเขียนที่ตั้งใจแบบนี้มักละเอียดและแหลมกว่าการค้านปากเปล่ามาก เพราะเจ้าของข้อกังวลมีแรงจูงใจจริงที่จะทำให้คนอื่นเห็นสิ่งที่ตัวเองเห็น
วิธีคิดที่หยิบไปใช้ได้
ก่อนจะจัดการค้านให้ทีม ลองถามตัวเองว่า “เรากำลังหาความเห็นต่างจริง หรือกำลังหาความรู้สึกว่าเราได้ฟังความเห็นต่างแล้ว” สองอย่างนี้ต่างกันมาก อย่างแรกต้องยอมให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแผนได้ อย่างหลังแค่ทำให้เรารู้สึกรอบคอบ
การคิดที่ดีของทีม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนค้านกี่คน แต่ขึ้นอยู่กับว่าข้อค้านนั้นมีโอกาสทำให้ใครสักคนเปลี่ยนใจจริงหรือเปล่า