dots.academyทักษะเพื่อทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน
คลังบทความว่าด้วยการคิดและทักษะสำคัญของคนทำงาน
← กลับหน้ารวมบทความ
การสื่อสาร & การเล่าเรื่อง24 ต.ค. 2569

สองคนเถียงกันว่า “ทำไม่ได้” กับ “ต้องทำให้ได้” อาจกำลังพูดถึงคนละเรื่อง: ความต่างของ “จุดยืน” กับ “สิ่งที่ต้องการจริง”

ห้องประชุมบ่ายวันพฤหัส ฝ่ายขายเสนอให้ส่งฟีเจอร์ใหม่ให้ลูกค้าทันสิ้นเดือน ฝ่ายพัฒนาตอบว่าส่งไม่ได้ ต้องใช้เวลาอีกหกสัปดาห์ ฝ่ายขายบอกว่าไม่ได้ไม่ได้ ลูกค้ารอไม่ไหว ฝ่ายพัฒนาตอบว่าถ้าเร่งก็จะมีบั๊ก ไม่นานนักบทสนทนาก็วนกลับมาที่ประโยคเดิมซ้ำกันสามรอบ ต่างฝ่ายต่างพูดดังขึ้นเล็กน้อยทุกรอบ ก่อนจะจบที่ “ไว้คุยกันใหม่” โดยที่ไม่มีใครได้อะไรเลย

ฉากแบบนี้คุ้นเคยพอที่หลายคนมองว่าเป็นธรรมชาติของการทำงานร่วมกัน แต่ผลสำรวจพนักงาน 418 คนที่ ATD เผยแพร่ในปี 2026บอกว่าทักษะที่พนักงานอยากให้องค์กรลงทุนพัฒนาทันทีมากที่สุดคือการจัดการความขัดแย้ง และหลายคนบอกว่าการอบรมที่เคยผ่านมาเป็นทฤษฎีเกินไป ไม่ได้ใกล้กับสถานการณ์จริงพอ

บางทีสิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่เทคนิคพูดจาไพเราะ แต่เป็นการแยกแยะสิ่งที่กำลังเถียงกันอยู่ให้ถูกชั้นก่อน

สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูดออกมาคือจุดยืน แต่สิ่งที่ต้องการจริงอยู่ข้างหลังมัน

Roger Fisher และ William Ury ผู้เขียน Getting to Yes แยกสิ่งสองอย่างออกจากกัน อย่างแรกคือ “จุดยืน” (position) หมายถึงสิ่งที่เราบอกว่าต้องการ เช่น ส่งสิ้นเดือน หรือไม่ส่งก่อนหกสัปดาห์ อย่างที่สองคือ “ผลประโยชน์ที่แท้จริง” (interest) หมายถึงเหตุผลที่ทำให้เราต้องการสิ่งนั้น

เรื่องเล่าคลาสสิกที่มักยกมาประกอบคือ ชายสองคนในห้องสมุดเถียงกันเรื่องหน้าต่าง คนหนึ่งอยากเปิด อีกคนอยากปิด เถียงกันจนบรรณารักษ์เดินมาถามว่าคนหนึ่งต้องการอะไร คนที่อยากเปิดตอบว่าต้องการอากาศถ่ายเท ส่วนคนที่อยากปิดตอบว่าไม่อยากให้ลมพัดกระดาษ บรรณารักษ์จึงไปเปิดหน้าต่างบานในห้องข้าง ๆ ให้อากาศเข้า โดยไม่มีลมโกรกตรงที่นั่งของใคร ทั้งสองได้สิ่งที่ต้องการ ทั้งที่จุดยืนของทั้งคู่ขัดกันตรง ๆ

ลองกลับไปที่ห้องประชุมเมื่อครู่ สิ่งที่ฝ่ายขายต้องการอาจไม่ใช่ “ส่งสิ้นเดือน” แต่คือไม่อยากเสียลูกค้ารายนั้นไป ส่วนฝ่ายพัฒนาไม่ได้ต้องการ “หกสัปดาห์” แต่ไม่อยากส่งของที่พังแล้วต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง สองความต้องการนี้ไม่ได้ชนกัน และอาจมีทางออกที่ยังไม่มีใครพูดถึง เช่น ส่งเฉพาะส่วนหลักที่เสถียรให้ลูกค้าก่อน พร้อมแจ้งกำหนดส่วนที่เหลืออย่างชัดเจน

คำถามที่เปลี่ยนบทสนทนาคือ “เรื่องนี้สำคัญกับคุณเพราะอะไร” ไม่ใช่ “ทำไมคุณถึงไม่ยอม”

เมื่อเข้าใจโครงนี้ จะเห็นว่าคำถามที่ใช้ก็เปลี่ยนไปด้วย คำถามขึ้นต้นด้วย “ทำไมถึงทำไม่ได้” มักได้คำปกป้องตัวเองกลับมา ส่วนคำถามอย่าง “สิ่งที่กังวลที่สุดถ้าเราเร่งคืออะไร” หรือ “ถ้าลูกค้ารายนี้ไม่ได้ของตามกำหนด จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา” ชวนให้อีกฝ่ายเล่าถึงสิ่งที่อยู่ข้างหลังจุดยืนของเขา

ข้อสังเกตเล็ก ๆ คือคำถามแบบนี้ได้ผลเมื่อถามด้วยความอยากรู้จริง ไม่ใช่เป็นเทคนิคเพื่อให้อีกฝ่ายยอม ถ้าเสียงที่ถามฟังออกว่ากำลังวางกับดัก คำตอบที่ได้กลับมาก็จะเป็นจุดยืนเดิมที่หนักแน่นขึ้น

อีกขั้นที่ช่วยได้คือพูดความต้องการของตัวเองออกมาให้ชัดเหมือนกัน หลายครั้งเรากล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่ยืดหยุ่น ทั้งที่เราเองก็ยังไม่เคยบอกเลยว่าอะไรอยู่ข้างหลังข้อเรียกร้องของเรา

การจัดการความขัดแย้งจึงเริ่มจากการคิดให้ออกก่อนว่าเรากำลังเถียงกันที่ชั้นไหน

ก่อนเข้าห้องประชุมที่รู้ว่าจะมีการเห็นต่าง การเตรียมที่ช่วยได้ไม่ใช่การเตรียมข้อโต้แย้งให้แน่นขึ้น แต่คือการเขียนสองบรรทัดสั้น ๆ บรรทัดแรกคือจุดยืนของเรา บรรทัดที่สองคือเหตุผลที่เรายึดมันไว้ จากนั้นลองเดาด้วยว่าอีกฝ่ายจะเขียนสองบรรทัดนี้ว่าอะไร ถ้าเดาบรรทัดที่สองของเขาไม่ได้ นั่นคือคำถามที่ควรเตรียมไว้ถามในห้อง

เมื่อมองแบบนี้ ความขัดแย้งจะเปลี่ยนจากการแข่งกันว่าใครชนะ เป็นการช่วยกันหาว่าสิ่งที่ต้องการของทุกฝ่ายพอจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ทุกเรื่องจบลงแบบชนะทั้งคู่ บางครั้งความต้องการก็ชนกันจริง แต่อย่างน้อยจะเป็นการชนกันที่ถูกเรื่อง

ครั้งหน้าที่ได้ยินใครพูดว่า “ทำไม่ได้” หรือเผลอพูดเองว่า “ต้องได้” ลองถามตัวเองก่อนตอบว่า ข้างหลังประโยคนี้คืออะไร และถ้าเรารู้คำตอบนั้น ประโยคที่เราจะพูดต่อไปจะเปลี่ยนไปไหม