ประกาศรับสมัครงาน 41% ขอคนที่ “ตัดสินใจเป็น” แต่แทบไม่มีใครบอกว่า “เป็น” หน้าตายังไง
จากประกาศรับสมัครงานในสหรัฐอเมริกากว่า 6.8 ล้านฉบับ ที่ Burning Glass Institute ร่วมกับ Alliance for Decision Education นำมาวิเคราะห์ มีประมาณ 41% ที่เขียนไว้ตรง ๆ ว่าต้องการคนที่มีทักษะการตัดสินใจ และรายงานยังบอกด้วยว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้ เพราะนายจ้างจำนวนมากถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ต้องเขียน แล้วไปประเมินกันในห้องสัมภาษณ์แทน
ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือเรื่องค่าตอบแทน ทักษะด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงมีส่วนต่างค่าจ้างสูงถึง 23% และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อยู่ที่ 17% พูดง่าย ๆ คือตลาดแรงงานกำลังบอกเราดัง ๆ ว่า “ตัดสินใจเป็น” มีมูลค่า
แต่ถ้าถามต่อว่า “ตัดสินใจเป็น” ที่นายจ้างหมายถึงคืออะไร คำตอบมักเงียบ
คำว่า “ตัดสินใจเป็น” กว้างจนทุกคนคิดว่าตัวเองมีอยู่แล้ว
ในที่ทำงาน แทบไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่เป็น เพราะเราตัดสินใจกันทั้งวัน ตั้งแต่เลือกลำดับงานตอนเช้าไปจนถึงเลือกว่าจะอนุมัติงบหรือไม่ ความคุ้นเคยนี้เองที่ทำให้ทักษะนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่การตัดสินใจบ่อยกับการตัดสินใจดีเป็นคนละเรื่อง
ลองดูห้องประชุมที่ต้องเลือกว่าจะทำแคมเปญ A หรือ B คนแรกพูดว่า “เรารู้สึกว่า A น่าจะเวิร์กกว่า” คนที่สองพูดว่า “ข้อมูลปีก่อนบอกว่า B ได้ผลตอบรับสูงกว่า” ทั้งสองคนตัดสินใจได้เร็วและดูมั่นใจทั้งคู่ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเกณฑ์ที่ใช้ชั่งคืออะไร ยอมเสี่ยงอะไรได้บ้าง และถ้าผลออกมาไม่ดีจะรู้ได้อย่างไรว่าพลาดที่การตัดสินใจหรือพลาดที่โชค
การตัดสินใจแตกเป็นท่อนย่อยที่ฝึกแยกกันได้
ถ้าอ่านกลับไปที่ชื่อทักษะที่ตลาดให้ราคาสูง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงหรือการคิดเชิงกลยุทธ์ จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นท่อนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน ซึ่งแยกได้อย่างน้อยสามท่อน
ท่อนแรกคือการตั้งโจทย์ว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไรกันแน่ หลายครั้งที่ทีมเถียงเรื่องเลือก A หรือ B ทั้งที่โจทย์จริงคือเราต้องการอะไรจากแคมเปญนี้ ท่อนที่สองคือการชั่งด้วยเกณฑ์และความเสี่ยง คือเขียนออกมาให้ได้ว่าเรากำลังให้น้ำหนักอะไร และรับความผิดพลาดแบบไหนได้ ท่อนที่สามคือการย้อนกลับมาดูผล เพื่อแยกว่าเรื่องที่ออกมาดีหรือไม่ดี มาจากวิธีตัดสินใจหรือมาจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้
สามท่อนนี้ฝึกคนละวิธี คนที่เก่งท่อนที่สองอาจอ่อนท่อนที่หนึ่งก็ได้ และคนที่ “ตัดสินใจเร็ว” อาจกำลังข้ามท่อนที่หนึ่งกับสามไปทั้งคู่โดยไม่รู้ตัว
ถ้าเขียนเหตุผลไม่ได้สามบรรทัด แปลว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ
วิธีที่ใช้ได้ทันทีคือก่อนปิดการตัดสินใจที่มีผลเกินหนึ่งสัปดาห์ ให้เขียนสามบรรทัดสั้น ๆ บรรทัดแรกคือเกณฑ์ที่ใช้เลือก บรรทัดที่สองคือสิ่งที่ยังไม่รู้แต่ยอมเสี่ยงไปก่อน บรรทัดที่สามคือหลักฐานแบบไหนที่จะทำให้เปลี่ยนใจ
สามบรรทัดนี้ไม่ได้ทำให้ตัดสินใจถูกเสมอ แต่ทำให้การตัดสินใจ “ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องสัมภาษณ์วัดยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ทีมเรียนรู้ได้มากที่สุดเมื่อกลับมาดูผลทีหลัง
ควรจำไว้ด้วยว่าตัวเลขชุดนี้มาจากตลาดแรงงานสหรัฐ และประกาศงานสะท้อนสิ่งที่นายจ้างเขียน ไม่ใช่สิ่งที่คนทำงานจริงใช้ทุกวัน แต่ทิศทางที่ชี้ก็ตรงกับที่หลายองค์กรในบ้านเรารู้สึกอยู่แล้ว คือทักษะนี้สำคัญ แต่ยังไม่มีภาษากลางสำหรับพูดถึงมัน
ทักษะที่ตลาดยอมจ่ายแพงที่สุด อาจเป็นทักษะที่ทุกคนคิดว่าตัวเองมีอยู่แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่มันถูกฝึกน้อยที่สุด